navaphol@ubonzoo.com
chuvit@ubonzoo.com


คุณ Pipat Viriyamettakul      
aznsillygoose@yahoo.com

คือผมอยากทราบว่า
1 การเลี้ยงเสือตั้งแต่ขนาดราวๆหนึ่งเดือนนี่จะทำให้มันเชื่องลงได้ไหมครับ(ทั้งในกรณีลูกเสือที่เกิดจากการเพาะ และลูกเสือที่เกิดจากการจับ)
แล้วทราบมาว่าที่ต่างประเทศจะต้องมีการถอดเล็บมันออกตั้งแต่เล็กเพื่อป้องกันอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นในอนาคตได้
2 การถอดเล็บนี่จำเป็นต่อการเลี้ยงไหมครับ แล้วผมก็ทราบมาจากที่เดียวกันอีกว่า กรณีสัตว์ป่านี่จะต้องห้ามตีมันเด็ดขาด แม้จะต้องการสั่งสอนมันก็ตาม แล้วในกรณีถ้าลูกเสือกัดตั้งแต่เล็กนี่
3 ต้องทำยังไงถึงจะเป็นการสอนให้มันเลิกกัดครับ
4 จะต้องทำเรื่องอะไรบ้างเพื่อจะเลี้ยงเสือได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

เรียน คุณPipat

รับ mail ของคุณหลายวันแล้วครับ ต้องขอโทษด้วยที่ตอบช้าไปบ้าง เนื่องจากติดธุระเรื่องงานพอสมควร ยินดีมากครับ ที่คุณPipat สนใจเรื่องเสือโคร่ง จะเป็นเรื่องสอบถามเรื่องราวต่างๆ ของเสือ หรืออยากเลี้ยงเสือโคร่ง อะไรก็ตาม ผมก็รู้สึกยินดีมาก อย่างน้อย ก็มีคุณPipat อีกคนนึงที่ ไม่ตะแบงหัวชนฝา " สัตว์ป่าต้องอยู่ในป่า" ซึ่งผมเองพอฟังใครพูดอย่างนี้แล้ว รู้สึกว่า คงต้องอธิบายกันยาว อ่านบทความใน web ก็มีอธิบายไว้บ้าง  หาเหตุผลกับสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับผืนป่า สภาพแวดล้อมในสภาพปัจจุบัน แล้วทุกคนก็คงจะน่าเข้าใจ ว่า ป่าไม้บ้านเรา สัตว์ป่าอยู่ยากจริงๆ ใครหรือหน่วยงานใดหาผืนป่าให้เสือโคร่งมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างปลอดภัย และสามารถขยายพันธุ์เสือโคร่งได้ สามารถบอกผมได้ครับ ผมก็จะยอมกู้ยืนเงินมาลงทุนหาผู้เขี่ยวชาญ หาสถานที่มาฝึกลูกเสือรุ่นใหม่ๆ ไปปล่อยให้ แต่เมื่อเสือโคร่งปล่อยป่า หากหลุดออกมาหาคนในหมู่บ้าน หรือไร่นาของใคร ส่วนราชการไหน  ก็อย่าไปยิงมันก็แล้วกัน ผมเห็นข่าวว่า พบจระเข้หลุดมาที่บึงบอระเพ็ดตัวนึง ตามล่ากันเป็นเรื่องเป็นราว โธ่เอ๋ย ก็ที่อยู่ของมันแท้ๆ กลายเป็นว่า อยู่ด้วยกันไม่ได้ มันอันตราย บางทีก็เห็นข่าวช้าง ลงมาหากินในไร่ ก็สรรหาวิธีการกำจัดช้างหลากหลายมาก เสือโคร่งยิ่งกว่าจระเข้ ช้าง หลายเท่าครับ ที่เขาใหญ่ก็เคยมีข่าว เสือโคร่งออกป่ามาหาคน ที่บ้านพักเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยิงมันซะพรุน นี่ขนาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งมีหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าโดยตรง พออ่านข่าวไป จับใจความได้ว่า ชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่กล้าหาญมาก โค่นเสือโคร่งได้ เป็นซะยังงั้นไป  หากเมื่อไหร่ ผู้คนเห็นเสือแล้ววิ่งหนีขึ้นบ้านซะ หรือย้ายบ้านเข้าเมืองไปซะ ปล่อยให้มันเดิน ปล่อยให้มันกลับเข้าป่าไป วันละสามหน หรือเจ็ดหนได้ ถือซะว่าเป็นที่อยู่ของเค้ามาก่อน เราจะไม่ทำร้ายมัน แม้มันมาทำร้ายเรา อยู่ด้วยกันได้สบาย นี่หละครับ สัตว์ป่าต้องอยู่ในป่า ผมยกเสือทั้งหมดไปไว้ในป่าเลยครับ ก็มีความสุขเหมือนกันครับ ที่เห็นมันมีที่อยู่อย่างธรรมชาติจริงๆของมัน แทนที่ จะทุ่มเททั้งกาย ทั้งเงิน มาสร้าง มาจำกัดให้มันอยู่อย่างนี้ ก็เพราะรักที่จะเลี้ยง แต่ไม่ได้หัวปรักหัวปรำเลี้ยงเพราะรักอย่างเดียว  ก็พร้อมที่จะให้มันกลับสู่ป่า ที่เป็นผืนป่าที่มันสามารถดำรงชีพได้อย่างปลอดภัยด้วยเหมือนกัน บอกตรงๆว่า อยากทำมาก นั่นก็ความสุข ความฝันของผมครับ
 ไม่คุยเรื่องนี้ดีกว่าครับ หากได้ระบายคงยาว เป็นอาทิตย์แน่ เอาเป็นว่า ตอบคุณ Pipat เลยดีกว่า

1-3. การเลี้ยงเสือตั้งแต่เล็กเลย ทั้งเสือโคร่งเลี้ยง หรือเสือโคร่งจับจากป่า(หาไม่ได้แล้วครับ ยกเว้นป่าชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน คนเลี้ยงเสือเค้ารู้กัน ไม่ต้องมีใครมาต้มหรอกครับ ว่าเป็นลูกเสือป่า เห็นออกTV ว่าจับลูกเสือจากป่าได้ ก็ไม่มีใครเชื่อครับ) จะทำให้ลูกเสือคุ้นเคยกับมนุษย์แน่นอน ในระดับหนึ่ง สัญชาตญาณของเสือโคร่ง เมื่อเวลาเค้าเล่นกันเอง จะเล่นกันแรงมาก เสียงดังตุ๊บตั๊บๆ  เมื่อได้เล่นกับมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน แต่หากเสือโคร่งยังมีขนาดเล็ก เราสามารถตีมันให้เค้ากลัว หรือวิ่งหนี เลิกเล่นกับเราไปได้ แต่เมื่อไหร่ เมื่อตัวมันใหญ่ขึ้น โตขึ้น เมื่อมีอายุ 6 เดือนหรือ 1 ปีขึ้นไป ตัวจะใหญ่มาก เค้าก็จะเล่นแรงๆตามสัญชาตญาณของมัน ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อเรามีกำลังสู้แรงเค้าไม่ได้เมื่อไหร่ เสือโคร่งจะรู้ทันทีว่า สู้เค้าไม่ได้ ทีนี้จากเล่นก็จะกลายเป็นงับ ขย้ำจริงๆครับ ไม่ปล่อยเลย เมื่อโตขึ้น อายุ 7-8 เดือน หรือ 1 ปี น้ำหนักเสือโคร่ง ก็ร่วม 100 Kg, แล้วครับ โถมเข้าใส่ตัวเรา ก็สู้มันไม่ไหวแล้ว โดยเฉพาะเวลาที่เราหันหลังให้มัน หรือเผลอ เค้าจะกระโจนใส่ทันที หากเมื่อเราเสียหลัก เสียการทรงตัว เค้าขึ้นคร่อมได้  ถึงตายได้ครับ 
    ยกเว้นเสือที่ได้รับการฝึก ซึ่งผมเองก็ไม่เห็นด้วยที่ทำอย่างนั้น  เนื่องจากกว่าเสือโคร่งจะฝึกให้นั่ง วิ่ง กระโจนตามที่เราสั่งได้ ไม่ได้สอนง่ายๆครับ  ต้องเฆี่ยน ต้องฟาด ต้องตี ทำให้มันสยบยอม ให้รู้ว่าทุกวิธีมันจะแพ้คนฝึกตลอด เหมือนกับการทรมานสารพัด ผมเคยเห็นมาเหมือนกัน เห็นแล้วสงสารเสือครับ! ผอมโซ และหวาดระแวงมาก เมื่อฝึกใหม่ๆ  แต่ก็ใช่ว่า มันจะเชื่องได้ นอนแทบเท้าเหมือนสุนัข เหมือนแมว คนฝึกเองก็ต้องมีอาวุธ ไม่ว่าจะเป็น แส้ ลวด หรือเหล็ก อะไรก็ตามที่เคยทำให้เค้ากลัว และที่สำคัญห้ามเผลอ โอกาสมีชีวิตรอด กับ ตาย พอๆกันครับ ก็มีข่าวคนฝึกโดนขย้ำบ่อยๆ  ที่ไม่มีข่าวยิ่งบ่อยกว่า อย่าทำเลยครับ
    ส่วนที่ถอดเล็บ ถอดเขี้ยว ก็เคยเห็นครับ ผมว่ามันคงไม่ใช่เสือแล้วครับ ความสง่างามของเสือ มันก็อยู่ที่ตัว ท่วงท่าการเดิน การร้อง การคำราม อยู่ ที่เขี้ยว ที่เท้าใหญ่ของมัน เวลาว่าง มันจะตะกายต้นไม้ ฝนเล็บของมัน เวลาหาวทีนึง เราก็จะเห็นเขี้ยวที่ยาว สวยงามมากครับ หากไปตัดเล็บตัดเขี้ยว ไม่เหลืออะไรให้เห็นนะครับ ที่สวนเสือตระการ ก็มี ตัวนึงครับ ที่ถอดเล็บ เขี้ยวยังอยู่ ได้มาจากการแลกลูกเสือ(แลกสายพันธุ์) จากสวนสัตว์อื่นมา พอโตขึ้นมาพฤติกรรมมันก็แปลกๆเหมือนกัน ฝนเล็บกับขอนไม้ ก็มีพฤติกรรมแปลกๆ ไม่เหมือนเสือตัวอื่น  เวลาเดินเหมือนกับว่า มันเสียวเท้า ผิดปกติไปครับ กรงเสือตัวอื่น มีขอนไม้ตั้งให้เค้าฝนเล็บ ดูขอนไม้เป็นรอยข่วน รอยเล็บ มันเห็นพฤติกรรมเสือจริงๆดีกว่าครับ อย่าเอาความสง่างามของมันออกเลย เลี้ยงมันในกรงแข็งแรง เค้าชอบอะไร หาให้เค้ากิน หาให้เค้าเล่น ดูพฤติกรรมของเสือ ทั้งวันก็ไม่เบื่อ ยกเว้นตอนมันนอนครับ

4. ตอนนี้ทำเรื่องอย่างไร ก็คงเลี้ยงเสือไม่ได้แล้วครับ เพราะตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535   
 ใน มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่า สงวน หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง   ในมาตรานี้ สกัดสิทธิ์คนอยากเลี้ยงสัตว์ป่าคุ้มครองทุกชนิดครับ มียกเว้นก็เฉพาะที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้ ที่ประกาศไว้ในกฏกระทรวง ซึ่งอันได้แก่ กวาง เก้ง ไก่ฟ้า เป็นต้นครับ เสือโคร่งเค้าไม่อนุญาตครับ พอมีใคร แหย่ ให้ประกาศเป็นชนิดพันธุ์ที่เพาะพันธุ์ได้ เพื่อให้ซื้อขายหรือโอนย้ายให้กันได้ ก็หงายเก๋งไปทุกราย เนื่องจากเหตุผลที่ว่า เสือต้องอยู่ในป่า ทั้งๆที่การเลี้ยงเสือ เพาะพันธุ์ง่ายกว่ากวาง กว่าเก้งหลายเท่านัก เป็นความจริงครับ เพราะเสือโคร่งปีนึงให้ลูก ได้ถึง 2-3 ครอก ครอกละ 2-5 ตัว ระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 3 เดือนครึ่งครับ คนเลี้ยงเสือ แทบทุกรายเลี้ยงไว้ได้ลูกทุกที่ ผมการันตี แต่ในปัจจุบัน มีจำนวนไม่มากเท่าความเป็นจริง เพราะไม่มีใครกล้าเลี้ยงเสือโคร่งไว้จำนวนมากๆหรอกครับ มันเป็นภาระ เกิดมาต้องเลี้ยงและรับผิดชอบเอง  ไม่สามารถหารายได้กับมันหรือโอนให้ใครไปช่วยเลี้ยงได้      เป็นอย่างนี้ คนเลี้ยงเสือโคร่งจึงไม่มีความจำเป็นจะรัก จะเลี้ยงมันทั้ง 100-200 ตัว แค่2ตัว 5ตัว ก็จะแย่อยู่แล้ว หากเลี้ยงไว้เป็นจำนวนมากๆ วันดีคืนดี ท่านนักอนุรักษ์ทั้งหลายก็ออกมากระซวกให้ไปปล่อยป่าเป็นครั้งเป็นคราว โดยไม่คำนึงว่า มันเป็นเสือเลี้ยงตั้งแต่เกิด ปล่อยป่าก็เข้าหาคน ก็ตายอยู่ดี  ที่สำคัญ ปัจจุบันคนเลี้ยงเสือโคร่งจะต้องแบกภาระ ค่าใช้จ่าย ทั้งคนดูแล ค่าอาหาร ค่าก่อสร้างกรง (โดยเฉพาะ กรง ที่ท่านทั้งหลายอยากให้เป็น คือกว้างๆ ใหญ่ๆ เป็นป่า ให้เหมือนกับสภาพแวดล้อมของมัน) ต้องลงทุน ลงแรงกันไปเท่าไหร่   คนเลี้ยงต้องรับภาระไว้เองทั้งหมด โอนให้ใครก็ไม่ได้ หลายที่หลายแห่งก็หาวิธีลดต้นทุนตัวเอง ไม่ให้เสือโคร่งผสมพันธุ์บ้าง บางแห่งก็หารายได้แบบใต้ดินทุกวิถีทาง แค่เอาตัวรอด เพื่อให้ได้เลี้ยง ได้รักษาจำนวนเสือโคร่งที่ตัวเองรัก ชอบไว้ให้ได้จำนวนนึง ครั้นจะทำให้มันถูกกฏหมายซะหน่อย เหมือนที่สวนเสือศรีราชาเค้าทำ ส่งออกไปจีน 100 ตัว ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ตีความกันทุกตัวอักษร จะเอาผิดให้ได้ สื่อและคนอ่านข่าวก็เชียร์ให้ถล่มเค้า โดยไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ชี้นำ เสนอแนะ ชวนให้คิดว่า เป็นเสือโคร่งจากป่าซะก่อน ทำให้ผู้คนทั่วไป เกิดอคติกับคนเลี้ยงเสือไปหมด   ความจริงผมเองก็ไม่สนับสนุนให้ส่งออกครับ น่าจะโอนให้คนสนใจในประเทศมากกว่า  แต่ก็เห็นใจที่ศรีราชา มา  เจอเหตุการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เสือโคร่งที่ครอบครองมีเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถโอนให้ใคร หรือขายให้ใครภายในประเทศได้ มีช่องกฏหมายในการส่งออกอยู่ ก็ทำไป เลยต้องถูกกฎหมายตีความเล่นงานซะ    ความจริงลูกเสือแค่ 100 ตัวที่ศรีราชา ผมว่าเป็นเรื่องเล็กสำหรับเค้าครับ  หากสามารถโอนขายให้คนในประเทศสามารถเลี้ยงได้ ผมว่าสวนเสือศรีราชาเค้าผลิตลูกเสือได้ปีนึง ไม่ต่ำกว่า 1,000 กว่าตัว จริงๆนะครับ ปัจจุบันสวนเสือศรีราชา มีเสือโคร่งประมาณ 400 ตัว คิดซะว่า เป็นเพศเมียที่เจริญพันธุ์ สามารถให้ลูกได้แล้ว ประมาณซัก 250 ตัว (เสืออายุ 2 ปีครึ่ง-3ปี ก็ให้ลูกแล้วครับ) ปีนึงให้ลูก 2 ครอก เฉลี่ยครอกละ 2-3 ตัว (ที่สวนเสือตระการครอกละ 5 ตัว มีบ่อยๆครับ) ศรีราชาจะได้ลูกเสือมากกว่า 1,000 ตัวครับ ไม่ใช่คำนวณให้ดูเล่นๆนะครับ ความเป็นจริง มันเป็นอย่างนี้จริงๆ  เสือโคร่งโตเต็มไว (อายุ 3 ปีขึ้นไป) ปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเมื่อไหร่  90%ต้องได้ลูกทุกครั้ง เสือเพศผู้ตัวเดียว สามารถผสมพันธุ์กับเพศเมียได้เป็น 10 ตัว ตัวเมียคลอดลูกได้เดือนเดียว ก็เป็นสัดอีกแล้วครับ รอบเป็นสัดแค่ 20 วัน  ความจริงที่สวนเสือศรีราชา ผมว่าควรต้องยกย่องเค้าด้วยซ้ำไป  ที่สามารถเพิ่มปริมาณเสือโคร่งได้จำนวนขนาดนั้น ต้องใช้ความพยายาม ต้องเรียนรู้กระบวนการไม่น้อย  กลับตรงกันข้ามมีกลุ่มหัวชนฝาที่ไม่รู้จักแยกแยะเสือเลี้ยง เสือป่า จ้องด่า จ้องทำร้ายกันอยู่ตลอด ผมเองบางทีก็สุดทน คนเลี้ยงเสือ ไม่มีใครบ้าเอาเสือป่ามาเลี้ยงหรอกครับ ที่ว่า หมาจนตรอกเป็นอย่างไร เสือโคร่งป่ามาอยู่ในกรง ไม่แตกต่างหรอกครับ ไม่มีใครเค้าอยากเลี้ยงเสือโคร่งดุๆที่กระโจนแยกเขี้ยวเข้าใส่กรง  โฮก!โฮก! คำรามด้วยความกลัวเข้าใส่เราหรอกครับ  เสือโคร่งเลี้ยงนิ่มๆนิ่งๆมีถมถืดไป   ไม่เชื่อลองถาม ศูนย์เพาะพันธุ์ของกรมอุทยานฯ ที่เขาประทับช้าง จ.ราชบุรีซิครับ ที่นั่นหากจะขยายพันธุ์จริงๆ ผมว่าป่านนี้คงไม่มีกรงใส่ งบประมาณค่าอาหาร ค่าใช้จ่าย ก็คงต้องเพิ่มทวีคูณทุกปีครับ ปัจจุบันงบประมาณฯที่นั่น ใกล้เคียงกับ 10 ปีก่อน เป็นอย่างนี้ หากยิ่งเพิ่มจำนวนเสือมาก ก็ยิ่งตายครับ เจ้าหน้าที่คนเลี้ยงคงต้องเอาลูก เอาเมียไปให้เสือกิน  แต่ไม่ค่อยจะมีคนรับความจริงกัน ขายไม่ได้ โอนไม่ได้ สวนเสือศรีราชาเค้าจะผลิตลูกเสือไปทำไมละครับ ไม่ได้รับงบประมาณแผ่นดินซะเมื่อไหร่ มีแล้ว 400 ตัว ค่าก่อสร้างกรง ค่าคนดูแล ค่าอาหาร เดือนละเท่าไหร่ หากจะเก็บบัตรผ่านประตูเพื่อนำเงินที่ได้ นำไปเป็นค่าอาหารไปเลี้ยง ไปดูแล หรือไปสร้างกรงส่วนขยาย  ไม่ว่าใครไปเป็นผู้บริหาร เลี้ยงไว้ให้ชม ให้ดู แค่ 30-60 ตัว ก็เลิศแล้วครับ องค์การสวนสัตว์ฯเค้ามีให้ดูแค่ 2-3ตัวเท่านั้นเอง ใครๆเข้าไปชมยังฮือฮากัน หากให้สวนเสือศรีราชาเค้าสามารถโอนขาย โอนย้ายลูกเสือให้ชาวบ้าน ชาวช่องที่สนใจ เช่นคุณPipat ไปเลี้ยงได้ กำหนดว่า ขาย 2 ตัว ต้องมอบลูกเสือให้กรมอุทยานฯ 1 ตัว  ผมตอบ แทนสวนเสือศรีราชาได้เลยครับ ว่า เค้ายอมแน่นอน เพราะเสือโคร่งที่เค้าเลี้ยงมา ก็สามารถทำรายได้มาจุนเจือ ค่าใช้จ่าย จิปาถะได้ มันมีทางออกให้เค้าได้  อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนเพิ่มจำนวนเสือโคร่งให้ทางราชการได้ร่วมแบกภาระได้ด้วย  แต่ถามว่าทางการจะแบกภาระเสือโคร่งจำนวนมากๆได้หรือเปล่า กลุ่มหัวชนฝาจะมาช่วยรับภาระบ้างหรือไม่  ก็ที่เขาประทับช้างมีอยู่ไม่กี่สิบตัว ยังเห็นบ่นเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายอยู่เลย หากทุ่มเทกันจริงๆ เสือโคร่งที่เขาประทับช้างของกรมอุทยานฯ ก็น่าจะเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วครับ  ที่เขาประทับช้างก็คงหาทางออกด้วยการหยุดผสมพันธุ์ เหมือนกับคนเลี้ยงเสือโคร่งทั่วๆไปเช่นกัน โดยการแยกไม่ให้ผสมพันธุ์ เสียโอกาสกันไปตามระเบียบ ก็มันเป็นซะอย่างนี้  หลายฝ่ายก็ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาให้  แทบจะไม่มีใครช่วยเหลือเพื่อการอนุรักษ์ที่ถูกที่ควรจะเป็น เพื่อให้เสือโคร่งล้นโลกอย่างที่อยากจะให้เป็นเลย  ผมมานั่งนึกดูแล้ว สงสารเสือครับ จะให้เกิดมามากๆ ก็เป็นภาระกับผู้เลี้ยง อีกทั้งต้องมาต่อสู้ และต้านกระแสกับกลุ่มหัวชนฝา เบี่ยงเบนความเป็นจริง  ก็ต้องใช้วิธีหยุดไม่ให้เกิด  หยุดจำนวน หยุดการเพิ่มปริมาณเสือโคร่งไว้อยู่กับที่  เสร็จสรรพก็ช่วยกัน ตะแบง ว่า เสือโคร่งจะสูญพันธุ์  ผิดเรื่องผิดราว กลับหัวกลับหางไปหมดครับ ที่สุดกลุ่มที่มาตะแบงต่อต้านกัน อนุรักษ์หรือทำลายกันแน่ 
    เรื่องของสัตว์ป่า มันก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป หากท่านๆ ยังไม่แยกแยะ ใช้เหตุผลนำให้คิด แยกเรื่องกันคุย ระหว่างเสือโคร่งเลี้ยงที่มีเป็นจำนวนมาก  กับเสือโคร่งป่าจำนวนนิดเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติ 
     หากอยากอนุรักษ์เสือโคร่งไม่ให้สูญพันธุ์ และต้องการให้มีจำนวนเสือโคร่งล้นหลาม  ช่วยแบ่งรับภาระให้กับคนเลี้ยงเสือเถอะครับ รับอุปการะเป็นเจ้าของลูกเสือที่เกิดใหม่(ซื้อซะ)  ก็ให้เจ้าของเดิมเลี้ยงไว้ จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูรายเดือน พอโตขึ้นก็ออกแบบสร้างกรงให้เค้า อยากให้อยู่ยังไง ก็สร้างให้เค้า จะให้อยู่ 10-20 ไร่ ก็ซื้อที่ดินสร้างกรงซะ มีเวลาก็แว๊บไปดูเสือโคร่งของตัวเอง เมื่อมันหายไป ก็แจ้งจับเลย ผิดกฏหมายอยู่แล้ว หากเมื่อเสือโคร่งของเรา มีลูกอีก ก็ซื้ออีก รับเลี้ยงทำกรงให้อีก ช่วยกันอุปการะคนละที่ องค์กรละแห่ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสือโคร่งก็ไม่หายไปไหนครับ คนเลี้ยงเสือโคร่งเหมือนได้มีคนมาช่วยรับภาระบ้าง มีรายได้บ้าง แทนที่องค์กรทั้งหลายจะต้องไปเสียเงิน ค่าโฆษณาใน TV นาทีละหลายแสน ให้ช่วยกันอนุรักษ์  เริ่มที่ศูนย์ฯประทับช้าง จ.ราชบุรีก่อน ให้เจ้าหน้าที่ที่นั่นมีรายได้พิเศษด้วย แล้วก็ต่อด้วยที่เลี้ยงเสือของเอกชน ทำอย่างนี้ได้ ผมบอกได้เลยว่า  เสือโคร่ง 10,000 ตัว ภายใน 10 ปี ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน  รับรองไม่เวอร์ครับ มีเงินก้อนหนึ่งให้คนเลี้ยงเสือที่เกิดลูกได้(เหมือนซื้อ)  ให้เงินเดือนคนเลี้ยงเสือ จ่ายค่าอาหารเสือ หรือส่งอาหารเสือไปให้ สร้างกรงให้เค้า  ผู้อุปการะนักอนุรักษ์ทั้งหลายเมื่อเสียเงินเลี้ยงดูให้ ก็จะคอยสอดส่องดูแลไม่ให้เสือตัวเองหายไปไหน ซัก 20 ปี มี 30,000-40,000 ตัว ไม่ขายเสือโคร่งผ่านอินเตอร์เนท แล้วจะเลี้ยงไว้ทำพระแสงไรครับ รึจะปล่อยให้อเมริกาเค้าทำก่อน เหมือนสิงโตที่เค้าส่งออกไปขายให้ บางประเทศในแอฟริกาที่เป็นถิ่นกำเนิดของมันแท้ๆ
    อีกทางนึง ไม่อยากให้สวนเสือศรีราชา ส่งออกเสือโคร่ง ไปต่างประเทศหรอกครับ ให้เค้าขาย หรือโอนให้คนที่มีปัญญาเลี้ยงได้ภายในประเทศ  ผมว่า ปีนึงเค้าขายได้เป็นพันตัวละครับ  เป็นอย่างนั้นจริง แค่ 5 ปี จะมีคนเลี้ยงเสือทุกหัวระแหง เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด   เพราะมันเลี้ยงง่าย กว่าหมา กว่าแมวที่บ้านซะอีก ค่าใช้จ่ายถูกกว่าหลายเท่า โรคภัยไม่มี  เสือโตเต็มที่กินอาหารโครงไก่เพียงแค่ 5-7 Kg./วัน ก็อ้วนพุงย้อยแล้วครับ เพียงแค่ทำกรงให้แข็งแรง ปลอดภัยเท่านั้น ไม่ให้ออกมาขย้ำใครเข้า 
    ส่วนใครอยากอนุรักษ์ให้มันดำรงชีวิตในป่า  ก็ไปหาป่ามา!  แล้วไม่ต้องไปเอาเสือที่สวนเสือศรีราชาหรอกครับ  ผมจะให้เสือทั้งหมดของผมนี่แหละครับ เอาไปปล่อย มาเลือกชี้ตัวได้เลยครับ  หาป่ามาให้ได้ก็แล้วกันครับ  เสือโคร่ง 1 ตัว ใช้พื้นที่หากิน รัศมี 50-100 ตารางกิโลเมตร ต่อตัวครับ
     เริ่มบ่นมากไปแล้วครับ คุยเรื่องนี้ต้องคุยกันยาวหน่อย ไว้คุยทีหลังนะครับ

     ปัจจุบันหลายสถานที่ ที่สามารถเลี้ยงเสือโคร่งหรือสัตว์ป่าคุ้มครองฯได้  เนื่องจากตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535  จะมีบทเฉพาะกาล ในมาตรา 66 และ 67 อยู่  กำหนดเวลาว่าหากผู้ใดครอบครองฯไว้ก่อนในวันประกาศก็ให้ครอบครองฯต่อได้ ก็เลยได้ครอบครองฯกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ที่พรบ.ออก   ต่อมาภายหลังเมื่อปีที่แล้ว ก็มีการประกาศนิรโทษกรรมให้แจ้งได้อีก หากผมจำไม่ผิด  ก็หมดเขตประมาณ กันยา 2546 แล้วครับ สรุปแล้วก็คือตั้งแต่นี้ต่อไป จะเลี้ยงสัตว์ป่าได้ก็เฉพาะเป็นสัตว์ป่าที่ประกาศให้เพาะพันธุ์ได้ และมีใบอนุญาตซื้อขายให้ได้เท่านั้นครับ 

    อยากเลี้ยงเสือโคร่งจริงๆ ก็มีอีกวิธีนึงครับตามข้อยกเว้น ในมาตรา 19 นี้แหละ  คือคุณต้องไปขออนุญาตจัดตั้งสวนสัตว์สาธารณะฯให้ได้ รายละเอียดการขอ ก็ไปที่กรมอุทยานฯ (กรมป่าไม้เดิม) หรือเปิดดูรายละเอียดในประกาศกฎกระทรวงในเวปนี้ได้  เมื่อได้รับอนุญาตฯแล้ว  ก็มองหาว่า สวนสัตว์ที่ไหนมีเสือโคร่ง ก็ขอแลกเปลี่ยนกับนกหงส์หยก  หรือ พังพอนได้ครับ  แปลกดี กฎหมายบ้านเรา ทีนี้คุณก็จะเลี้ยงเสือโคร่งได้ และก็จะเจอปัญหาอย่างที่ผม บ่น มาดังข้างบนครับ จะมีคนอยู่กลุ่มนึงคอยปั่นกระแส จ้องโจมตี สร้างภาพว่าเป็นนักอนุรักษ์สุดโต่ง  ที่สุดก็จะมีเจ้าหน้าที่ ที่เต้นตามข่าว  นำกฎหมายทุกตัวอักษรที่เกี่ยวข้อง มาดำเนินคดีกับคุณ  เพราะคุณจะกลายเป็นคนทำลายทรัพยากรสัตว์ป่าไปโดยปริยาย ด้วยเหตุผลที่ว่า " สัตว์ป่าต้องอยู่ในป่า"

    บ้านเรากับสัตว์ป่า มันเป็นอย่างนี้ จริงๆครับ

 สวัสดีครับ

ลองอ่านอีกครับ    อ่านข่าว ก็บ่นอีก!     กับ   เจ้าหน้าที่ ทำเวียนเฮดอีกแล้ว!

BACK