อ่านข่าวล่าสัตว์ป่า แล้วสลดใจ!  ทุกครั้งที่เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น
สะท้อนให้คิด สัตว์ป่าที่อยู่ในป่า ไม่ช้าก็จะสูญพันธุ์ นี่เป็นเรื่องจริง
    ปัจจุบันสัตว์ป่าบ้านเรา มีชีวิตอยู่รอดในป่าได้ ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้ว 
ตามธรรมชาติแล้ว ไม่นานสัตว์ป่าเหล่านี้ก็จะสูญพันธุ์ เนื่องจากการผสมพันธุ์
ในสายเลือดเดียวกัน Inbreeding สาเหตุจากพื้นที่ป่าเล็กลง มนุษย์เรานี่แหละ เข้าไปจำกัดเขตถิ่นที่อยู่ของมัน เมื่อพื้นที่ป่าเล็กลง สัตว์เกิดใหม่ก็จะวนเวียนผสมพันธุ์กันในหมู่พี่น้องพ่อแม่
    ยิ่งหากว่า มีพรานมาล่า ดังที่เป็นข่าว สัตว์ป่าก็จะยิ่งลดจำนวน สูญพันธุ์เร็วขึ้นไปอีก
ลองอ่านดูครับ

           เรื่องอย่างนี้ ก็คงจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ เป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นข่าว และที่ไม่เป็นข่าวอีกมาก หากพวกเราหรือหน่วยงาน องค์กร ยังเดินวนเวียนไล่ราวี กระพือข่าวไล่ล่า หาจับผิดพวกเลี้ยงสัตว์ป่า ที่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง และเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจนเกิดลูกเกิดหลานได้
โหมกระพือตามสื่อต่างๆ ว่าพวกนี้แหละ คือพวกทำลายทรัพยากรสัตว์ป่า เพียงด้วยสาเหตุไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ ทุกตัวอักษร เบี่ยงเบนความรู้สึก นึกคิดสังคมให้คล้อยตามว่า เรื่องแบบนี้  เป็นเรื่องใหญ่

          อ่านข่าวข้างบนแล้ว วันเดียวก็เงียบหายไป ไม่เห็นมีองค์กร หน่วยงานใด ออกมาแสดงพลังต่อต้าน แก้ไขอย่างเป็นจริงเป็นจัง ซักรายเดียว ทั้งที่จริงแล้ว นี่!เป็นหัวข้อใหญ่ที่ทำให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์จริงจริง!     
         ในความรู้สึกผมแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่มากครับ สิ่งนี้ละครับที่ผมพูดถึง และแยกแยะมาโดยตลอด สภาพ สภาวะสัตว์ป่าในปัจจุบัน
  1. สัตว์ป่าที่คนนำมาเลี้ยงจนเชื่องแล้วในระดับหนึ่ง และสามารถเพาะเลี้ยงให้เกิดลูกเกิดหลานได้
  2. สัตว์ป่าที่มีชีวิตอยู่ในป่า เป็นสัตว์ป่าที่ควรค่าให้ความสนใจ และปกป้องมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องช่วยกันหาวิธจัดการรากแก่นของปัญหาด้วย  

      ทุกวันนี้ เรื่องของการอนุรักษ์สัตว์ป่า มีการชี้นำความคิด ความรู้สึกของสังคมให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องใหญ่อย่างที่เป็นข่าวข้างบน มองไม่เห็นกัน  เพราะสื่อหลายๆแขนง และคนเพียงไม่กี่คนที่ทำงาน มีเงินใช้ เงินบริจาค ในองค์กร ดับเบิ้ลยู ดับเบิ้ลยู อะไร สารพัดที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้ความสำคัญของการอนุรักษ์ไม่ค่อยจะถูกทาง บางทีถึงขั้นหัวชนฝา รับเหตุผลใครไม่ได้ "สัตว์ป่าต้องอยู่ในป่า" นี่คือบทสรุป ที่ผมเคยบ่น และทนรับฟังไม่ได้เหมือนกัน 
      บ่อยเหลือเกิน สัตว์ป่าที่เป็นข่าว และมีเรื่องได้สนทนาบ่อยๆ ตามสื่อต่างๆในปัจจุบัน มาจากสัตว์ป่า ประเภทที่ 1(สัตว์ป่าเลี้ยง) ที่กล่าวมาข้างต้นแทบทั้งสิ้น  จะมีทั้งหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน มาระดมสมองออกความคิด ความอ่าน ว่าจะเอาผิดกับพวกทำลายทรัพยากรสัตว์ป่าประเภทที่ 1(สัตว์ป่าเลี้ยง) อย่างไร  ทั้งๆที่ความจริงสัตว์ป่าเลี้ยง ง่ายต่อการจัดการมาก เพราะมีสถานที่อยู่ สถานที่เลี้ยงเป็นหลักเป็นแหล่ง ไปเมื่อไหร่ก็พบ ก็เห็นทุกครั้ง (เข้าสัมผัสนิดเดียวก็รู้ครับ สัตว์ป่าเลี้ยง หรือ สัตว์ป่าที่จับมาจากป่า)
     ส่วนสัตว์ป่าประเภทที่ 2 (สัตว์ป่ามีชีวิตในป่า) เป็นข่าวดังข้างบน ออกข่าววันเดียว ก็เงียบหายไป ทั้งๆที่ผมเอง เคยบอกตลอดว่า สัตว์ป่าเหล่านี้ คือสัตว์ป่าตัวจริง ไม่ต้องเสียงบเงินนำไปฝึก ไปสอนให้มันปรับตัวอยู่ในป่า มันมีสัญชาติญาณการอาศัยอยู่ในป่าอยู่แล้ว เพียงแค่มนุษย์เรานี่แหละ ยอมให้มันมีชีวิตอยู่ และช่วยจัดการให้มันขยายพันธุ์ได้ต่อๆไปได้ ที่ต้องช่วยจัดการระบบ การทำให้มีชีวิตอยู่ได้ของสัตว์ป่า เพราะมนุษย์เราไปจำกัดเขตแดน ถิ่นที่อยู่ของพวกมัน   ด้วยสารพัดวิธี ทั้งทางตรง ทางอ้อม การแผ้วถางป่า ยึดที่ ปลูกพืช ผลไม้ ส่งมาให้คนในเมือง การตัดไม้ทำลายป่า การล่า การอยาก อยากมีโต๊ะ เก้าอี้ไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ เหล่านี้เป็นการทำลายถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าทั้งสิ้น 
     แต่พวกเราให้ความสำคัญกับสัตว์ป่า ที่ดำรงชีพอยู่แล้วในป่า น้อยเกินไปจริงๆ ไม่มีกระบวนการเป็นรูปธรรม ทุกวันนี้ หน่วยงาน องค์กรต่างๆ พยายามใช้สื่อต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เราได้รู้สึก ได้มีสำนึกในการอนุรักษ์ ผลที่ได้ก็จะได้แค่ความรู้สึกที่ตามมา  "สงสารมัน" "สัตว์ป่าก็รักชีวิตเหมือนเรา" "สัตว์ป่าควรอยู่ในป่า" พวกเราก็เพียงรู้สึกได้เท่านี้ เป็นความรู้สึกหลอกให้เห็นสัตว์ป่ามีคุณค่าได้เฉพาะในแง่ของจิตใจ และความรู้สึกเท่านั้น แต่สภาพความเป็นจริง สัตว์ป่าอยู่ในสภาวะล่อแหลมสูญพันธุ์วันยังค่ำ ส่วนตัวแล้วผมก็ว่า มันดีระดับหนึ่ง ที่ได้ปลูกฝังจิตสำนึกกับคน ไม่ว่าจะรุ่นใหม่ รุ่นเก่า แต่ที่สำคัญ..มันยังไม่พอ ทำกันอยู่แค่นี้ อีกไม่กี่ปี สัตว์อีกหลายๆชนิดพันธุ์ก็ต้องสูญพันธุ์อยู่ดี หากยังไม่คิด ไม่ช่วยกัน จัดการกับสัตว์ป่าที่เหลือเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดการกับสภาวะความเป็นจริงของสัตว์ป่าที่อยู่ในป่าด้วย 

พวกเราจะจัดการอย่างไรกับสัตว์ป่าที่มีอยู่ดี?
     การอนุรักษ์ ไม่ใช่แค่ไม่ล่า ไม่ฆ่า ไม่ค้าแต่อย่าลืมว่า การอนุรักษ์ต้องมีการเพาะพันธุ์ เพื่อการสืบสายพันธุ์ในสัตว์นั้นๆ พร้อมกันไปด้วย หากไม่มีการเพาะพันธุ์ควบคู่ไปด้วยแล้ว  เมื่อไหร่ที่เราไม่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า เหมือนเช่นทุกวันนี้ อีกไม่กี่ปี สัตว์ป่าก็จะสูญพันธุ์ไปเองตามธรรมชาติ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น (Inbreeding)
     การจัดการกับสัตว์ป่าในปัจจุบัน หากหน่วยงานของรัฐ  องค์กรอนุรักษ์ต่างๆ ยังไม่แยกสัตว์ป่า 2 ประเภทออกจากกัน พวกเราก็จะวนเวียน จัดการกระบวนการอนุรักษ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมันแก้ปัญหาไม่ได้ วนเวียนกันอยู่ในอ่าง เท่าที่ผ่านมา สัตว์ป่า ลดจำนวนลงเรื่อยๆ ก็เห็นกันอยู่   

ลองแยกคิด แยกอ่านดูครับ ว่าหากแยกออกจากกันแล้ว การจัดการจะง่ายขึ้นหรือไม่ 
ผืนป่าที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ หมายถึงผืนป่าขนาดใหญ่ที่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ครับ ผืนป่าที่มีเนื้อที่ เป็นแสนๆไร่ เช่นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงป่าชุมชน ป่าละเมาะชายทุ่ง หัวท้ายหมู่บ้าน เพราะป่าขนาดเล็กๆที่ว่านี้ มันแทบไม่มีสัตว์อยู่แล้วครับ พอขุดหนู ขุดปู ยิงนกกระจิบกระจอกได้เท่านั้น 

1. สัตว์ป่าที่ถูกนำมาเลี้ยงจนเชื่อง และขยายพันธุ์ได้ 

2. สัตว์ป่า ที่อยู่ในป่า

    1.ง่ายต่อการจัดการ
     ปัจจุบันสัตว์ป่าที่นำมาเลี้ยง ต้องมีใบอนุญาตครอบครองฯ จึงต้องมีที่อยู่ และสถานที่เลี้ยงเป็นหลักเป็นแหล่ง มีจำนวนสัตว์ป่า เพิ่ม ลด ก็ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ตามระเบียบ กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 อยู่แล้ว 
    เพียงแค่ รัฐทำการประชาสัมพันธ์ เรียกประชุม อบรม ให้ผู้เลี้ยงสัตว์ป่าที่มีใบอนุญาตครอบครองฯ ได้รู้ ได้เข้าใจ วิธีปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับของกฎหมายให้บ่อยครั้ง ไม่ปล่อยปละละเลยเหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 
   และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าโดยตรง ต้องศึกษา ระเบียบ กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ให้เข้าใจ ลึกซึ้งก่อน มิเช่นนั้น ก็จะเป็นเหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือเจ้าหน้าที่ไม่กล้า ที่จะออกใบอนุญาตฯใดๆ เพราะกลัวว่าผิด หรือไปขัดกับกฎหมายอื่นๆ จะทำการใด ก็ทำหนังสือหารือไปที่กรมฯ กว่าจะออกใบอนุญาตฯแต่ละชนิดได้ สัตว์ป่าเลี้ยงที่ขออนุญาตฯตายไปก่อนแล้ว ไม่ทันการ ที่สุดก็กลายเป็นการปล่อยปละละเลยกันไป เมื่อมีปัญหาเป็นข่าวกันขึ้นมา ก็เดือดร้อนผู้เลี้ยงฯอยู่เป็นนิจ ยกตัวอย่าง บางเรื่องเจ้าหน้าที่ก็เข้าใจผิด เนื่องจากอ่านข่าว ที่มีเจ้าหน้าที่บางคน(แทบทั้งหมดก็ว่าได้)ให้สัมภาษณ์ว่า "สัตว์ป่า ห้ามจำหน่าย จ่าย โอน เว้นแต่ตกทอดมรดก" เมื่อไม่เคยศึกษา พ.ร.บ.ฯ ก็เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นมาตลอด และก็พูดกันจนติดปาก ที่สำคัญเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกือบทั้งกรมฯ ที่คิดอย่างนั้น  ทั้งๆที่ คำว่า "จะจำหน่าย จ่ายโอนให้แก่ผู้อื่นมิได้ เว้นแต่โดยการตกทอดทางมรดก" มีอยู่ใน มาตรา 66 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ที่เดียว ซึ่งไม่ได้เหมารวมสัตว์ป่าที่ถูกแจ้งครอบครองฯทั้งหมด เฉพาะสัตว์ป่าที่เป็นของรัฐ ตามใบอนุญาต (อญ.สป1) ซึ่งมีจำนวนน้อยนิดเท่านั้น โดยเฉพาะปัจจุบันมาตรา 66ดังกล่าว ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2546 (เพิ่มเติม) เนื่องจากผู้แจ้งครอบครองฯปี พ.ศ.2546 จะแจ้งตาม มาตรา 61, 67 (สป.2)สรุปก็คือ คำว่า"จะจำหน่าย จ่ายโอนให้แก่ผู้อื่นมิได้ เว้นแต่โดยการตกทอดทางมรดก" แทบไม่มีใช้ใน พ.ร.บ.ฯแล้ว  ผมยืนยันได้ว่า ตามกฎหมาย(กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ออกตาม พ.ร.บ.ฯมาตรา 61,67) สามารถโอนให้หรือเคลื่อนย้ายได้ แต่จะขายได้หรือไม่นั้น ต้องมีเงื่อนไขต่อ ไว้คุยทีหลังครับ เดี๋ยวจะยาว 

ลองอ่านเจ้าหน้าที่สับสนใบอนุญาตฯ(สป.2)


    ความเข้าใจผิด ของการไม่ศึกษากฎหมาย ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้การเคลื่อนย้าย การโอน เพื่อแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์ สายพันธุ์ ของผู้เลี้ยงสัตว์ป่าโดยถูกต้อง หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนย้ายเพื่อนำสัตว์ป่าไปรักษา ที่โรงพยาบาลสัตว์ ต้องชะงักไปหมด เพราะ เจ้าหน้าที่ไม่กล้าอนุญาตฯ กลัวผิดกฎหมาย อยู่เฉยๆปลอดภัยกว่า ผู้เลี้ยงฯก็ต้องลักลอบทำกันเอง ทั้งๆที่มีสัตว์ป่าถูกกฎหมายทั้งสิ้น แต่หากเมื่อมีปัญหาระหว่างทาง เป็นข่าวขึ้นมา กลายเป็นกลุ่มผู้ทำลายทรัพยากรสัตว์ป่าไปซะแล้ว อย่างนี้ละครับ อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เรื่องกฎหมายสัตว์ป่า (พ.ร.บ.ฯ2535,2546) ผู้แจ้งครอบครองฯ เมื่อแจ้งฯแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ต้องตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบต้องออกใบอนุญาตฯ(สป.2)ภายใน 60 วัน ตาม พ.ร.บ.ฯ ถามว่า ปัจจุบันมีคนแจ้งครอบครองฯไว้ เกือบสองแสนราย ตั้งแต่ปี 2535 ครั้งหนึ่ง และปี 2546 ทีหนึ่ง เวลาเป็นสิบปีครับ ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ยังออกใบอนุญาตฯ(สป.2) ตาม พ.ร.บ.ฯที่ว่านี้  ให้ไม่ถึง 1000 รายทั่วประเทศครับ ที่ครอบครองฯสัตว์ป่ากันปัจจุบันนี้ ก็ถือแค่ใบแจ้งฯ(ใบคำขออนุญาตฯ)กันไว้เท่านั้น และก็ยึดเอา มาตรา 8 ของพ.ร.บฯ ไว้ คือ ภายใน 60 วัน เจ้าหน้าที่ไม่กระดิก ถือว่า อนุญาตฯ 
    นี่แหละครับปัญหาใหญ่ ของสัตว์ป่าเลี้ยง เจ้าหน้าที่ก็ปลอดภัยไม่เสี่ยงโดนสอบ ผมก็ไม่ต้องไปร่ำไรเรื่องใบฯ เลยกลายเป็นว่า เป็นการปล่อยปละละเลยกันไปครับ ไม่แก้ไข ก็ไม่ต้องพูดถึงการอนุรักษ์ที่เป็นระบบครับ 

    2. กฎหมายกับผู้กระทำผิด
    ปัจจุบันสัตว์ป่าที่นำมาเลี้ยง ต้องมีใบอนุญาตครอบครองฯ มีกฎหมายควบคุมดูแลอยู่แล้ว ความคิดส่วนตัวผมแล้ว บทลงโทษที่ใช้อยู่ปัจจุบัน รุนแรงเกินพอด้วยซ้ำไป เพราะสัตว์ป่าในส่วนนี้ เป็นสัตว์ป่าที่เพาะเลี้ยงมากันทั้งนั้น แยกแยะไม่ยากหรอกครับ ว่า สัตว์ป่าเลี้ยง หรือสัตว์ป่ามาจากป่า พออยู่ในกรง พฤติกรรมมันต่างกันมาก นกป่าที่เอามาเลี้ยง เห็นอยู่ในกรงมันก็จะเฉยๆ มีตื่นบ้าง ก็เมื่อมันตกใจ แต่ถึงขนาดแบบสัตว์ป่าที่เอามาจากป่านั้น ต่างกันมาก อย่างนั้นดิ้นรน ต่อสู้หลังชนฝา ชนกรงเอาเป็นเอาตายครับ หัวแตกเลือดโชก  และก็ตายจริงๆเป็นส่วนใหญ่ หากเป็นสัตว์ป่าดุๆ แทบเข้าใกล้ไม่ได้ครับ
    ที่สำคัญระเบียบ ข้อบังคับของกฎหมายต้องตามเหตุตามผล ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้ทันครับ ไม่งั้นเราก็จะเป็นกันอย่างทุกวันนี้ ซึ่งไม่ได้ก่อประโยชน์ใดๆกับสัตว์ป่าทั้งสัตว์ป่าเลี้ยง สัตว์ป่าที่อยู่ในป่าทั้งสิ้น 
   หากเพิ่มโทษรุนแรงกับพวกเลี้ยงสัตว์ป่าเลี้ยงพวกนี้ ผมว่าอีกหน่อย ทุกคนก็คงเลิกเลี้ยงไปหมดครับ เพราะการขออนุญาตฯอะไรก็ยาก ดังที่กล่าวมาข้างต้น แถมมีปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมา โทษรุนแรงอีก ทั้งๆที่สัตว์ป่าที่เลี้ยงมาก็มาเกิดกับเรา มีความรู้ ความสามารถ ขยายพันธุ์สัตว์ป่าได้ กลับติดคุก พร้อมใจกันเลิก
  หากเป็นอย่างนั้น อยากเห็นสัตว์ป่าต้องบิน ไปดูต่างประเทศแน่ๆ!
 

        สรุป ก็คือ สัตว์ป่าประเภทนี้ มีระบบ จัดการ และมีกฎหมายจัดการอยู่แล้ว เพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ศึกษา เรียนรู้กฎหมายให้ลึกซึ้ง และปฏิบัติเท่านั้น เมื่อรู้แล้ว ก็ต้องสอน อบรมผู้เลี้ยงให้เข้าใจตรงกัน และดำเนินการซะที 

หมายเหตุ: 
   ขนาดกรมฯ ยังมั่ว ออกหนังสือเวียนทั่วประเทศ เกี่ยวกับใบอนุญาตฯ นำเอกสารตัวอย่าง มาให้พิจารณาครับ 

ของแถมครับ 

จะเอาสัตว์ป่าเลี้ยง ไปปล่อยป่า ไม่สงสารลูกเสือเหรอครับ
ลูกมันจะรอดเหรอครับ ที่สำคัญลูกเสือที่เกิดมาใหม่ 
เมื่อโตขึ้น หากเป็นในป่า ต้องใช้พื้นที่ 300-400 ตร.กม.เชียวนะครับ

Click ที่รูปดูภาพขยาย

clickดูภาพเสือโคร่งเลี้ยงคลอดลูก  

clickดูรวบรวมรูปภาพเสือโคร่งเลี้ยงผสมพันธุ์

 

   1. ยากมากต่อการจัดการ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย
    เพราะพื้นที่ที่จะเข้าไปจัดการมีขนาดใหญ่มาก เจ้าหน้าที่ที่ดูแลของรัฐมีจำนวนน้อยมาก  เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพื้นที่ผืนป่าแต่ละแห่งที่ต้องดูแล ที่สำคัญต้องมีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และประชาชนในพื้นที่ 
    องค์กรดับเิบิ้ลยู ดับเบิ้ลยู อะไรทั้งหลาย ก็ควรให้ความสนใจกับการจัดการสัตว์ป่าประเภทนี้ให้มากกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การแสดงออกในการโต้แย้งทางทีวี ผมนั่งดูแล้ว เห็นว่า มันเกิดประโยชน์กับสัตว์ป่าน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเน้นที่สัตว์ป่าเลี้ยง ส่วนสัตว์ป่าจริงๆ ไม่มีการพูดถึง   ปัจจุบันทุกคนมีสำนึกในการอนุรักษ์ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกครับ  เพราะไ้ด้รับการปลูกฝังจากการสอน จากสื่อให้เห็นคุณค่าของมันมาพอสมควร ควรมาช่วยกันหาวิธีที่เป็นรูปธรรม มีเป้าหมายที่ชัดเจนในกระบวนการอนุรักษ์ดีกว่าครับ ผมว่าจะมีผลดีกับป่า พันธุ์พืช และสัตว์ป่าทั้งหมด อย่าหลงทางในกระทงสัตว์ป่าเลี้ยงกันอยู่ ซึ่งปัจจุบันมันเอาไปคืนป่าไม่ได้แล้ว คืนป่าไปก็ตาย
      การจัดการเรื่องสัตว์ป่าอยู่ในป่า อย่างที่ผมคิดไว้ พอจะช่วยได้หรือไม่ หรือหากใครมีความคิดเห็นอย่างไร ก็ลอง Mail มาบอก มาสอนด้วยแล้วกันครับ 
     ก่อนอื่น เมื่อเราแยกสัตว์ป่าประเภทนี้ออกแล้ว เรามาดูว่าสัตว์ป่าประเภทนี้จะสูญพันธุ์ได้อย่างไรบ้าง
    1. พื้นที่ป่าลดลง เป็นวงจำกัด ตรงนี้แก้ไขไม่ได้แล้วครับ ปัจจุบันคงไม่มีใครยอมเพิกถอนโฉนด,น.ส.3 หรือกรรมสิทธิ์ของตน ยกให้รัฐ เพื่อไปทำที่อยู่ของสัตว์ป่าแน่ ขนาดรัฐ ลุยยึดป่าคืน ยังยากเย็นแสนเข็ญ รอบๆป่า เป็นหมู่บ้าน เป็นสวนไปหมดแล้วครับ แม้รัฐจะยึดคืนมาได้บ้างก็ตาม ลองดูพื้นที่ป่าบ้านเราครับ ผืนป่าที่สัตว์ป่าขนาดใหญ่ อาศัยอยู่ได้ จะเป็นวงจำกัดเกือบทุกแปลง ยกเว้นผืนป่าที่ติดกับชายแดน จะเป็นผืนป่าใหญ่มาก และพบสัตว์ป่า พืชหากยากนานาชนิด สาเหตุเพราะบริเวณที่ว่านี้ มันอันตรายเกินไป ที่จะเข้าไปทำกิจกรรมใดๆก็ตาม ตายได้ง่ายๆครับ อีกอย่างก็คือ สาธารณูปโภคที่ทุกคนเรียกร้องหา สร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ  ถนน ท่อก๊าซ สายไฟฟ้า ชลประทาน เรายกให้อยู่ในนี้หมดเป็นไงครับ หากเราแก้ไขไม่ได้แล้ว เราทุกคนก็น่าจะหาทางคิดวิธี ที่จะอยู่ร่วมกันกับสัตว์ป่าได้อย่างสมดุล 
    2. สูญพันธุ์ด้วยธรรมชาติของมันเอง เป็นระบบนิเวศในพื้นที่เองครับ สัตว์ใหญ่กินสัตว์น้อย กินพืช ปัจจุบันด้วยเหตุนี้ละครับ ที่มีข่าวช้าง ลงมากินพืชสวนของชาวบ้าน ฆ่ากันแหลกลาน ไม่รู้ใครปกป้องพื้นที่ใครกันแน่ อาหารในป่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากครับ เนื่องจากป่ามีขนาดเล็กลงมาก และ สัตว์บางชนิดก็มีจำนวนมากจนเกินไป ผมทราบมาว่า ที่มาเลเซียต้องให้สัมปทานในเขตพื้นที่ป่ากับเอกชน เพื่อเข้าไปจับตัวนิ่ม ซึ่งมีมากจนเกินไป มันเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ในป่าจนเสียหาย ที่สุดจึงมีพ่อค้าทางภาคใต้ ทำการค้าตัวนิ่ม ส่งไปเวียดนาม โดยผ่านไทยและลาว บ้านเราจึงจับพวกพ่อค้าเหล่านี้ได้บ่อย จับได้ที 2 รถ 10 ล้อ ทีละพัน สองพันตัว ความจริงบ้านเราก็คงไม่มีตัวนิ่ม ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เดือนหนึ่ง จับได้ที 3-4 ครั้ง หนักเข้าไปอีก จับได้เราดันเอาไปปล่อย ที่เห็นเป็นข่าว ก็เอาไปปล่อยที่ เขตฯภูเขียว หลายพันตัว ผมยังนั่งงงงงอยู่ ระบบจัดการบ้านเรานี่สุดยอดจริงๆ และก็ทราบมาภายหลังว่า ชาวบ้านรอบๆบริเวณนั้น กินปิ้งนิ่ม ต้มยำตัวนิ่ม เป็นอาหารหลัก นี่แหละครับบ้านเรา "สัตว์ป่า ต้องอยู่ในป่าซะ" นึกเอาเองเถอะครับ ขี้เกียจบ่น! ที่ไปรู้เรื่องตัวนิ่มจากมาเลเซีย เพราะตอนไปติดตามโจรใจบาปขโมยเสือ ที่ลาว เจอเจ้าแขวงบลิคำไซ ที่ลาว เล่าให้ฟังครับ
   2.1ที่ผมบอกครับ Inbreeding เนื่องจากป่าเรา มันจำกัดด้วยพื้นที่ เพราะคนยึดไว้รอบหมด ทีนี้สัตว์ป่า ก็จะวนเวียนผสมพันธุ์กันในหมู่พ่อแม่พี่น้อง บางทีตัวแม่เป็นบาดทะยัก หรือขาดอาหารตาย ตัวพ่อก็จะผสมพันธุ์กับลูกต่อไป และก็จะวนเวียนกันอย่างนี้ ที่สุดก็ง่อย ก็ตาย กันหมดครับ เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็แก่ตายไปอีกด้วย
   3. ที่สำคัญที่สุด
นายพรานครับ ที่เห็นข่าว เพราะผมเห็นว่า ข้อนี้แหละสำคัญที่จะทำให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์เร็วขึ้น
    เราลองมาแยกนายพรานล่าสัตว์ป่า แบ่งกันเป็น 2 พวก ดูครับ 
      - พรานล่าสัตว์ป่าด้วยความคึกคะนอง มันสนุก เร้าใจ 
      - พรานล่าสัตว์ป่า เพื่อความอยู่รอด ยังชีพ(ปัจจุบันยังมีอยู่ครับ) และแทบทั้งหมด จะเป็นพรานในพื้นที่ป่านั้นๆ
    พูดถึงพรานคึกคะนองก่อน  ส่วนใหญ่จะเป็นคนในเมืองครับ อยู่ในเมืองมากๆ เบื่อปูน ก็อยากจะสัมผัสธรรมชาติ พอได้สัมผัสก็อยากให้มันได้รสชาติ จับปืนล่าสัตว์ป่าไปด้วย มันก็เกิดความมันส์ในอารมณ์  แต่จะเข้าป่าได้ มันต้อง
พึ่งพานายพรานในพื้นที่ ไม่อย่างนั้นหลงป่าแน่ ถือเข็มทิศเข้าป่า ไม่ใช่ว่าจะล่าสัตว์ป่าได้ เนื่องจากพื้นที่ในป่าไม่ได้แบนราบที่จะเดินทื่อๆไปทางไหน ก็จะทะลุได้ มันมีผา มีความลาดชัน มีเขามีเหว คนไม่ชำนาญในพื้นที่ หาทางหลบไม่เป็นหรอกครับ ว่าเขาลูกนี้ จะต้องเดินไปช่องนี้ ช่องหินตรงนี้ ทะลุไปไหนได้บ้าง ที่สำคัญ หากไม่ใช่พรานในพื้นที่ ไม่รู้หรอกครับว่า กระทิงมันจะมากินดินโป่งหรือมากินน้ำ มานอนมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ไหน เข้าป่าหากไม่รู้จักพื้นที่ป่า เดินอยู่ครึ่งปี บางทียังไม่เห็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่เลยครับ ไม่เชื่อลองถือเข็มทิศไปเดินเขาใหญ่ เดินข้ามฟากโคราช-นครนายกดูครับ หาดูเสือโคร่ง หรือช้างดูซักตัว
  มาถึงสาระของเรื่องสัตว์ป่าสูญพันธุ์ครับ เพราะเรากำลังพูดถึง
พรานป่า คนเดินหาของป่าที่อยู่ตามหมู่บ้านรอบๆป่านั้นๆครับ ต้นตอของเรื่องทั้งหมดอยู่ตรงนี้ครับ หากเราแก้ไข หรือช่วยเหลือพรานเหล่านี้ได้สำเร็จ เราอนุรักษ์ได้ทั้งป่า ดังที่โฆษณาครับ  เรามีป่า เราได้มากกว่าป่าครับ ลองคิดดูครับ หากเราเปลี่ยนนายพรานล่าสัตว์ป่า คนเดินหาของป่าเหล่านี้ มาเป็นผู้พิทักษ์ป่า สัตว์ป่าได้ เรื่องราวทั้งหมด จะเป็นการอนุรักษ์โดยแท้จริง ไม่ว่า จะเป็นพวกตัดไม้ทำลายป่า พวกล่าสัตว์ป่าจากในเมือง หรือจากที่อื่น  พวกนายทุนบุกรุกป่า พวกค้าสัตว์ป่า หรือแม้กระทั่งส่วนราชการเมื่อมีการสำรวจ ทำถนน ทำท่อ ก็จะหาคนในพื้นที่ เป็นคนชี้ คนนำทางทั้งนั้นครับ   และนายพรานเดินป่า ก็ต้องเป็นป่าใคร ป่ามันครับ นายพรานที่ชำนาญเดินป่าที่ห้วยขาแข้ง ลองมาเดินป่าเขาใหญ่ดูครับ จะได้ก็เฉพาะความชำนาญในการยังชีพในป่าเท่านั้น แต่จะให้ไปชี้แหล่งกระทิงป่า ไม่ต้องชี้หรอกครับ หลงป่าเหมือนกับเรานี่แหละ 
   พวกพรานป่าในพื้นที่ ส่วนมากแล้ว ล่าสัตว์ป่าเพื่อยังชีพมาก่อนครับ พอจับสัตว์ป่าได้มากเข้า ก็ขายสัตว์ป่ากับพวกพ่อค้า เอาไปขายในเมือง บางคนก็เพื่อยังชีพจริงๆ ล่าเพื่อเป็นอาหารจริงๆ ผมก็เคยไปสัมผัสชีวิตครอบครัวนายพรานเช่นนี้มาบ้าง ความเป็นอยู่ของเค้า ก็น่าเห็นใจจริงๆ  หากเรามาช่วยกันแก้ไข เรื่องพรานเดินป่า ในพื้นที่นั้นๆได้ ผมว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุครับ ซึ่งมันเป็นไปได้ แต่ต้องช่วยกันคิด หาวิธีการ ให้ความร่วมมือ กันทุกฝ่ายอย่างจริงจัง ที่สำคัญต้องใช้เงินทุนครับ
  ที่ต้องร่ายยาว เรื่องพรานป่าในพื้นที่ เพราะพรานป่าเหล่านี้ มีความสำคัญจริงๆ ไม่ใช่เพียงเฉพาะสัตว์ป่า เท่านั้น มีความสำคัญกับผืนป่าทั้งผืนเลยจริงๆ ลองคิดดูเถอะครับ หากคุณอยากจะไปล่ากระทิง ที่เขตฯเขาสอยดาว จันทบุรี ซึ่งมีเนื้อที่ 460,000 ไร่ ผมแนะนำนายพรานที่ชำนาญป่า จาก อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล ไปให้นำทางคุณ คุณจะไปล่ากับเค้ามั้ย ผมคิดว่าก็คงไม่มีใครชวนคนขับสามล้อ ในตัวเมืองจันทบุรีไปนำทางหรอกครับ ก็ต้องไปหาคนในพื้นที่บริเวณรอบป่าเขาสอยดาวครับ และก็ไม่ใช่ว่า ใครก็ได้แถวนั้น จะพาคุณไปได้ แต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนรู้ทางเดินป่า รู้ว่ากระทิงมันหากินอยู่ตรงไหน เราก็จะไปหาคนนั้นให้นำทาง พวกตัดไม้เถื่อนก็ทำเหมือนกันนี่แหละครับ หากเมื่อไหร่คนเหล่านี้ กลายเป็นคนรักและหวงแหนป่า สัตว์ป่า พืชพรรณในป่าของตนในพื้นที่ ขึ้นมาเมื่อไหร่ ใครละครับจะเข้าไปทำร้ายผืนป่าของพวกเขาได้ คนเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากที่สุดในการแก้ปัญหาทั้งหมด 
  สรุปแล้วผืนป่า ขึ้นอยู่กับพรานป่า คนเดินป่า ในพื้นที่ แล้วเมื่อไหร่พวกเรา จะเห็นและเข้าไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมซักที ยิ่งช้า ก็ยิ่งเสียหายครับ เรื่องอย่างนี้ครับ น่านำมาขบคิด ให้เกิดปัญญา ถกเถียงกันออกทีวี ในเรื่องของผืนป่า สัตว์ป่า
    อย่างนี้แล้ว ผมคิดว่า เราเริ่มเห็นปัญหามาบ้างแล้ว 
วิธีแก้ไข จัดการ ลองวิเคราะห์ วิจารณ์ดูด้านล่างเลยครับ ตรงนี้ขอพูดถึงเรื่อง กฎหมายก่อน

   2. กฎหมายกับผู้กระทำผิด
  กับผู้กระทำผิดที่มีต่อสัตว์ป่าที่มาจากป่า ดังเช่นที่นำข่าวมาลงให้ดูข้างบน ผมว่า ต้องเพิ่มบทกำหนดโทษให้ รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่นี้ น่าจะช่วยลดได้บ้างครับ ที่ต้องเพิ่มบทกำหนดโทษให้รุนแรงเพราะเป็นบุคคลที่ลดจำนวน สัตว์ป่าลงโดยตรง และจับได้คาหนังคาเขาว่า ล่ามาจากป่า โทษเบาสุด คือจำ สถานเดียว จะเป็นกี่เดือน กี่ปี ก็ว่ากันไป อย่างนี้ผมว่าความคึกคะนองน่าจะลดลง เพราะพวกล่าสัตว์ป่าด้วยความคึกคะนอง เป็นผู้ใหญ่ที่มีสำนึกแล้วทั้งนั้น ไม่เหมือนวัยรุ่นตีกัน ความคิด ไตร่ตรองต่างกันมากครับ     

แนวทาง จัดการ กับสัตว์ป่าที่ยังอาศัยได้ในป่า  เราจะไม่ได้แค่สัตว์ป่า เราจะได้ทั้งผืนป่า

ก่อนอื่นมาดู พื้นที่ผืนป่าเป้าหมาย ก่อนครับ เราคงไม่พูดทุกป่า  เพราะคงเป็นเป้าหมายใหญ่เกินไป 
   เริ่มคิดจากผืนป่า ที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก่อน เฉพาะส่วนนี้ ก็มีเจ้าหน้าที่ กรมอุทยานฯคอยดูแลอยู่แล้ว
และก็มีเจ้าหน้าที่หลายท่าน พยายามคิด พยายามทำ ในการอนุรักษ์ ปกป้องสัตว์ป่า ดังที่ผมคิดอยู่เหมือนกัน คนเหล่านี้ ควรชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง  แต่ใช่ว่า จะประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ ผมถึงบอกว่า เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับปัจจัยมากมายก่ายกอง ผมจึงอยากขอร้องให้ ทั้งราชการ หน่วยงาน และองค์กรที่เย้วว เย้วว เก่งๆ ต้องร่วมมือ ร่วมกันทำงาน นับ 1 วันนี้ ผมว่าทำกันจริงๆจังๆ และทำในแนวทางเดียวกัน ก็น่าจะเป็นความจริงได้ ถึงจะไม่ง่ายนัก แต่ก็เกิดผลเป็นรูปธรรมมากกว่าทุกวันนี้ ที่ต่างคนต่างทำ

Click ดูภาพขยายครับ

รายชื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในประเทศไทย
ลำดับ

ชื่อ

         จังหวัด       

เนื้อที่(ไร่)

ประกาศวันที่

1 สลักพระ กาญจนบุรี

536,594

    11 ส.ค.  2520

2  คลองนาคา ระนอง  สุราษฎร์ธานี 331,456

       1 ก.ย.  2534

3  ภูเขียว ชัยภูมิ 975,000  8 มี.ค. 2522
4  เขาสอยดาว จันทบุรี 465,637 4 ก.ย.2515
5  ห้วยขาแข้ง ตาก  อุทัยธานี 1,737,587 30 ธ.ค.2535
6  ลุ่มน้ำปาย แม่ฮ่องสอน 738,195 7 ส.ค.2529
7 ทุ่งใหญ่นเรศวร  กาญจนบุรี  ตาก 2,279,500 21 ส.ค.2534
8 เขาเขียว-เขาชมภู่  ชลบุรี 90,437 2 ก.ค.2517
9  คลองแสง สุราษฎร์ธานี 722,067 8 พ.ค.2529
10  ภูหลวง เลย 560,593 16 ส.ค.2534
11 ภูวัว  หนองคาย

116,562

2 พ.ค.2518
12  เขาบรรทัด ตรัง  พัทลุง สงขลา  สตูล 791,847 31 ธ.ค.2530
13  ยอดโดม อุบลราชธานี 140,845 30 ธ.ค.2535
14 ภูเมี่ยง-ภูทอง  อุตรดิถ์  พิษณุโลก 435,320 8 เม.ย.2535
15  เขาอ่างฤาไน ฉะเชิงเทรา  ชลบุรี  ระยอง จันทบุรี 576,188 30 ธ.ค.2535
16  โตนงาช้าง สงขลา  สตูล 113,721 31 ธ.ค.2529
17  แม่น้ำภาชี ราชบุรี 305,820 1 ส.ค.2521
18  แม่ตื่น ตาก  เชียงใหม่ 733,125 10 ส.ค.2521
19  ดอยเชียงดาว เชียงใหม่ 325,625 24 ส.ค.2521
20  สาละวิน แม่ฮ่องสอน 546,875 19 ส.ค.2526
21  พนมดงรัก ศรีสะเกษ 197,500 15 ธ.ค.2521
22 ดอยผาเมือง  ลำพูน  ลำปาง 364,449 4 ธ.ค.2528
23 คลองพระยา  กระบี่ 95,988 7 พ.ค.2536
24  ดอยผาช้าง พะเยา  น่าน 356,926 17 มิ.ย.2531
25  อมก๋อย เชียงใหม่  ตาก 765,000 19 ส.ค.2526
26  ดอยหลวง แพร่ 60,625 1 ต.ค.2527
27 เขาสนามเพรียง  กำแพงเพชร 63,125 1 ส.ค.2528
28 แม่ยวมฝั่งขวา  แม่ฮ่องสอน 182,500 1 มี.ค.2529
29  ซับลังกา ลพบุรี 96,875 31 ธ.ค.2529
30 อุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพร  ชุมพร 283,750 23 มี.ค.2531
31  แม่กลอง-อุ้มผาง ตาก 1,572,281 17 เม.ย.2532
32  ภูสีฐาน มุกดาหาร  กาฬสินธุ์ 156,250 12 มิ.ย.2533
33 ห้วยศาลา  ศรีสะเกษ 237,500 28 ธ.ค.2533
34 อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระ-
เทพรัตนราชสุดาฯ ( ลุ่มน้ำบางนรา )
นราธิวาส 125,625 12 ก.ย.2534
35  คลองยัน สุราษฎร์ธานี 305,000 30 ธ.ค.2535
36  เขาประ-บางคราม กระบี่  ตรัง 97,700 28 พ.ค.2536

รวมเนื้อที่ 17,551,650 ไร่  หรือ  5.473%ของเนื้อที่ประเทศ

ภาพที่เห็นข้างบน จะทำให้นึกภาพออกได้ง่ายครับ ว่า ผืนป่าหนึ่ง ใครสามารถที่จะปกป้องมันได้ 

 - หน่วยงานของกรมอุทยานฯ
 - หมู่บ้าน A-G (ที่ต้องใช้ นายพรานหรือคนหาของป่า ที่ชำนาญทางในป่านี้ เป็นตัวแทนหมู่บ้าน เป็นหูเป็นตา ช่วยเจ้าหน้าที่ดูแล หมู่บ้านละ 5-20คน แล้วแต่หมู่บ้าน)
     หากทำได้ ผืนป่านี้ ปลอดภัยแล้วครับ!
เพราะหากมีพรานหรือผู้ใดก็ตาม ที่จะมาทำลายผืนป่านี้ ไม่ว่าจะตัดไม้ทำลายป่า ล่าสัตว์ป่า หรือเก็บพืชป่า ต้องอาศัยคนที่ชำนาญทางเดินในป่านี้ ทั้งนั้น
     ในเมื่อคนในพื้นที่ไม่ร่วมมือ มันก็จะเป็นข่าว ที่เห็นข้างบนนี้แหละครับ

   ปัจจุบัน ก็มีหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ พยายามทำวิธีนี้ ด้วยการสื่อให้ชาวบ้านรอบป่า รักป่าของตัวเองเหมือนกัน แต่ต่างคนต่างทำ เป้าหมายไม่ชัดเจน ว่าจะเริ่มตรงไหนก่อน หรือทำแล้วทิ้ง มีบ่อยไป 
  เราน่าจะเริ่มทีละขั้น ทีละป่า โดยเริ่มจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทั้ง 36 เขตนี้ก่อน นับ 1 ที่เขตฯใด ก็ดำเนินการ จนถึง 36 ต่อด้วยอุทยานฯ
     ที่สำคัญ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งรัฐ เอกชน หน่วยงานต่างๆในพื้นที่ เนื่องจากต้องใช้เงิน ความรู้ ความสามารถมาก
ตราบใดที่คนของเราในหมู่บ้านที่อยู่รอบป่าผืนนี้  ยังอดมื้อ กินมื้อ ล่าสัตว์ป่า หาสัตว์ป่า โค่นต้นไม้ซะเอง
      ป่าผืนนี้ สัตว์ป่า ของป่าที่อาศัยอยู่ในป่าผืนนี้ ไม่ต้องไปดิ้นรนทำอะไรหรอกครับ อีกหน่อยก็เกลี้ยงป่า!

     นายพรานล่าสัตว์ป่า  คนหาของป่า ในหมู่บ้านรอบป่า แห่งนี้ คือเป้าหมายของการช่วยอนุรักษ์ที่แท้จริงครับ
ไม่ว่าจะโฆษณาทีวี ปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ หรือจัดคอนเสิร์ตเพื่อชีวิตสัตว์ป่าอย่างไร หากคนเป้าหมายของผม ยังอดๆอยากอยู่ ป่านี้ หรือป่าไหนก็ไม่เหลือ!
     ลองมองกลับกัน หากเด็กรุ่นใหม่ วัยรุ่น คนในเมือง อยากสนุกไปล่าสัตว์ป่า หรือพ่อค้าอยากได้ไม้เถื่อนมาขาย หากไม่ไปหาคนชำนาญทาง รู้ทางในป่าในหมู่บ้าน A-G ข้างบนนี้  เข้าป่านี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะไม่รู้จะไปยิงแมงตรงไหน จะไปตัดไม้สักตรงไหน หรือเข้าไปจะหลงป่าอดตายหรือเปล่า  
     นี่แหละครับ นายพราน คนหาของป่าหมู่บ้าน A-G ถึงมีความสำคัญมากในแต่ละป่า หากคนเหล่านี้รัก และหวงแหนป่านี้แล้ว ผมว่าผู้คนในเมืองทั่วประเทศไทย ยังเข้าไปยิงสัตว์ป่า ตัดไม้ในป่าผืนนี้ ไม่ได้ครับ

ทีนี้เราจะทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้คนเหล่านี้(อย่างน้อย ก็นายพรานประจำหมู่บ้าน คนหาของป่าที่รู้จักพื้นที่ป่าดี แต่ละหมู่บ้าน) อยู่กับป่าผืนนี้ได้ พร้อมปกป้อง หากมีคนมาทำลาย    
    นี่แหละครับ ปัญหา!  ที่ต้องช่วยกันคิด หาวิธีจัดการ แนวทาง ให้เป็นแนวทางเดียวกัน ในการดำเนินการ 
ก่อนอื่นออกสำรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่เราต้องการนับ 1 ให้เห็นเป็นรูปแบบข้างบนก่อนครับ เสร็จแล้วก็หาทาง
อาจจะ
    - ให้หน่วยฯของราชการเป็นศูนย์กลาง ออกใบอนุญาตฯให้พรานป่าเหล่านี้ นำนักท่องเที่ยว เข้าชม พฤติกรรมสัตว์ป่าในธรรมชาติได้ โดยมีค่าจ้างที่คุ้มกว่า การล่าสัตว์ป่า หาของป่า  โดยมีเจ้าหน้าที่ฯให้การอบรม แนะนำ รวมถึงการเป็นไกด์ที่ดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น 
    เมื่อเขามีรายได้อย่างนี้ ก็คงไม่ล่าสัตว์ป่า เพราะมีนักท่องเที่ยวนำรายได้มาจุนเจือเค้า หากเมื่อ เดินตะลอนๆในป่าหลายวัน เห็นธรรมชาติสัตว์ป่าจริงๆ นักท่องเที่ยวก็ชอบครับ ขนาดอาฟริกายังแห่กันไป ออกทีวีให้เห็นบ่อยๆ ป่าที่โน่นห่วยแตกกว่าบ้านเราตั้งเยอะ แต่อย่าแหกเป็นถนนอย่างบ้านเค้านะครับ ป่าพังแน่ เดินป่าครับ ธรรมชาติคงเหลือและอิงธรรมชาติกว่า 
     หากเมื่อนายพราน คนหาของป่า มีรายได้กับนักท่องเที่ยวโดยผ่านหน่วยงานของรัฐฯมาให้ เค้าก็ต้องรักษาทรัพยากรที่ดึงดูดรายได้ของเขาเองไว้  เมื่อใดเดินตะลอนๆในป่า ไม่เห็นแมวเห็นตุ่นซักตัว ก็ไม่มีใครมา ขาดรายได้ไป อย่างนี้ ก็จะทำให้มีสำนึกกว่าที่โฆษณาในทีวี เพราะมันเป็นเรื่องปากท้องครับ แถมเจ้าหน้าที่ก็ควบคุมได้ นักท่องเที่ยวมากไปหรือน้อยไป ตอนไหนควรหยุดพัฒนา โดยไกด์นายพรานของเรานี่แหละครับ ที่จะคอยบอกสภาพสัตว์ป่า ในป่าที่เห็นให้ทราบ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จ้องจะคอยวิจารณ์ด้วย 
     การนำเที่ยวป่าแต่ละครั้ง กรมอุทยาน
ก็กำหนด ราคาให้คุ้มค่าให้ไกด์นายพรานที่เลิกล่า หาของป่า  กรมฯจะเ็ป็นศูนย์กลาง เป็นคนหากลุ่มทัวร์จากส่วนกลาง ไปให้ เจ้าหน้าที่พรานป่าฯโดยผ่านหน่วยฯของเราซะ เหมือนการเดินตรวจป่าไปในตัว ไม่ต้องกลัวหรอกครับว่า จะไปทำให้สัตว์ตกใจ เพราะทุกวันนี้ มันไม่ใช่แค่ตกใจครับ มันตายเพราะถูกล่าอยู่ตลอดอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นไกด์นายพรานของเราจะทราบในป่าดี ว่าควรจะทำที่พักที่ไหนไม่รบกวนสัตว์ป่า จะทำนั่งห้างบนต้นไม้ที่ไหน จึงจะเห็นสัตว์ป่า พวกนี้เขารอบรู้ครับ เพราะเขาเคยใช้ชีวิตในการล่า การหามา มายาวนาน
    ไกด์นายพรานของเราก็จะเป็นคนควบคุมในการเดินป่า ห้ามนั่น ห้ามนี่ ปกป้องถิ่นหากินของตัวเองไปในตัว ปัจจุบันคนรักป่า อยากเดินป่าอยู่ในธรรมชาติมีมากจะตาย เพราะหาในเมืองไม่ได้ ที่สำคัญไปเที่ยวป่าในปัจจุบัน  ก็ไปได้แค่บริเวณสำนักงานของหน่วยอุทยานฯบ้าง หน่วยต่างๆของกรมฯ จะเข้าป่าจริงๆต้องลักลอบ เมื่อเป็นอย่างนั้นก็หาคนรู้ทาง แถมพกปืนป้องกันตัวไปด้วย
เลยเถิดไปใหญ่ เห็นไม้มีค่า เห็นสัตว์ป่าก็เลย อยากกันใหญ่ อยากสนุก อยากตัดไม้อยากรวย มันเป็นอย่างนี้ครับ 
   เราก็ให้นายพรานของเราพาเข้าไปซะ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องพกปืนเพราะนายพรานของเรามีปืนที่ลงทะเบียนไว้แล้ว ตรวจเขม่าได้สบาย  แถมเป็นผู้รักษากฎในป่าอีก น่าจะดีกว่านะครับ  หากพรานคนใดไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบที่ทางหน่วยฯ อบรม เค้าก็จะฟ้องกันเองครับ เจ้าหน้าที่หน่วยฯของกรมอุทยานฯก็ควบคุมได้ เพราะเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่แล้ว ส่วนจะให้เข้าป่ารูไหน ก็แล้วแต่สะดวก ใกล้หมู่บ้านD ไกด์นายพรานที่หมู่บ้านD ก็มีรายได้  จะเข้าป่าใกล้หน่วยฯ ก็เลือกไกด์นายพรานหมู่บ้านA พาเข้า พื้นที่ป่าแต่ละแห่ง เป็นหลายแสนไร่ 
    ที่สำคัญรายได้ที่ว่านี้ ต้องคุ้มค่ากว่าการล่า หาของในป่า 
  - กรมอุทยานฯ หรือหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นศูนย์กลาง หาสปอนเซอร์ หาเงินกับพวกดับเบิ้ลยู ดับเบิ้ลยูทั้งหลาย หรือองค์กรที่หัวหน้าชอบมาออกทีวี เถียงกับพวกสัตว์ป่าเลี้ยงทั้งหลาย หาเิงินมาเยอะๆ จ่ายเงินเดือนให้ไกด์นายพราน ไกด์คนหาของป่า แต่ละหมู่บ้าน(5-20คน) หากดูตารางแล้วว่า ไม่ได้เป็นไกด์ เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว เลยไม่ได้เดินสำรวจป่า จ่ายเงินให้เดินตรวจตราในป่าซะ ให้มีรายได้ประจำ เพราะคนเหล่านี้แหละครับ ผู้พิทักษ์ป่าตัวจริง จะวอด จะวาย นับหนึ่งจากพวกนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าป่าไหน นายทุนบุกรุกป่าก็ต้องวิ่งเข้าหาคนพวกนี้ ชี้ขยับกลืนป่าไปเรื่อยๆ 
     พวกดับเบิ้ลยู ดับเบิ้ลยูทั้งหลาย ก็ต้องทุ่มเทกับคนพวกนี้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ให้ความสำคัญมากกว่านี้ เงินที่ได้จากการบริจาค หรือทุนสนับสนุน ที่มีไม่น้อย 
     ใช้จ่ายแบบนี้ผมว่าจะช่วยรักษาได้ ทั้งผืนป่า ไม่ใช่แค่สัตว์ป่า  เพราะเห็นโฆษนาใน TV  ให้รักแมงนั่น รักแมงนี่ รักป่า ใน CNN บ้าง CBS บ้าง ในเคเบิ้ลทีวีบ่อยมาก คงใช้เงินไปไม่น้อย TV ช่อง 3 5 7 9 11 itv ก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ เงินมหาศาลครับ 
     หากเปลี่ยนนายพราน คนเดินป่ารอบหมู่บ้านA-G ของผม เป็นนักอนุรักษ์ รักสัตว์ป่า รักป่าไม่ได้  ทุ่มไปเถอะครับ ผมเสียดายเงิน ที่สุดผืนป่ารูปข้างบน หรือป่าไหนๆ ก็ต้องพังหมด อาจจะเร็ว อาจจะช้า ตามสถานการณ์ 
     อีแค่ ททท.บ้านเราจ้าง CNN โฆษณาบัตรอีลิท เปิดทีวีไม่เห็นโฆษณาซักที ตั้ง 200 ล้าน เป็นเรื่องเป็นราวกัน  ของพวกดับเบิ้ลยูๆสารพัด โฆษณามีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ใช้เงินเท่าไหร่ นึกดูเถอะครับ 
     เชื่อผมเถอะ โฆฯไปเท่าไหร่  นายพราน คนเดินป่า A-G ไม่ร่วมมือนะครับ เปล่าประโยชน์!!!!!  ข่าวแบบข้างบนก็จะมีบ่อยขึ้น ถี่ขึ้นเหมือนเดิม
  - ค่อยต่อ...เมื่อยหมอง เมื่อยนิ้วจิ้ม ........
  - ..........
  - ...........
ช่วยกันคิดนะครับ Mailมาเล่า มาบอก มาสอนกันบ้างก็ได้

เพราะเรายังต้องมีขั้นตอน เชื่อมป่า หรือ ย้ายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ จากป่าหนึ่ง ไปป่าหนึ่งอีก ไม่ให้สัตว์ป่าผสมพันธุ์กันหมู่เครือญาติฯ
แต่เรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องทีหลัง ก่อนอื่น เราต้องรักษาป่า สัตว์ป่าที่มีอยู่ให้ได้ก่อน 
   เริ่มจาก 36 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านี้ก่อน นับ 1ได้แล้วครับ มันจะสายไปเรื่อยๆ แล้วก็ต่อด้วย อุทยาน อุทยานแห่งชาติ หากทำได้เท่านี้ ก็ประสบผลสำเร็จแล้วละครับ ส่วนป่าชุมชน ป่าละเมาะ ป่าหย่อมๆข้างทางระหว่างหมู่บ้าน ระหว่างอำเภอ ที่เป็นกระจุกๆ ก็ปล่อยให้พี่ท่านได้ล่า ได้ทะลายสมใจอยากไป เพราะเราได้ปกป้องป่าหัวใจได้หมดแล้ว
   องค์กรสารพัดองค์กรที่เกี่ยวกับสัตว์ป่า ก็เอาเงินไปเลี้ยงดูไกด์นายพราน ไกด์คนเก็บของป่าของผม ให้กินดีอยู่ดี ทีนี้ก็ไม่มีใครล่าสัตว์ป่าได้หรอกครับ และถ้าพวกนี้ไม่ทำ สัตว์ป่าทั้งหลายก็ไม่มีใครเอาออกจากป่าไปขายได้ 
แทนที่จะเอาเงินไปรักษาแมงสารพัดแมง ที่เป็นสัตว์ป่าเลี้ยง ทำท่าเอ็นดู รักมันมาก เรียกนักข่าวไปให้เสนอข่าวให้ ผมว่า! ทำอย่างนั้น ไม่เกิดประโยชน์กับสัตว์ป่าระยะยาวซักเท่าไหร่ครับ ในเมื่อ ที่อยู่ของมัน มีคนดูแล ปกป้องอยู่ไม่กี่คน ต่างคนต่างทำ ช่วยกันตรงนี้ดีกว่าครับ 
  องค์กรรักแมงทั้งหลาย มีเยอะแยะไปหมด เริ่มดูแลซักหมู่บ้านในแต่ละป่าดีมั้ยครับ ผมว่าองค์กรมากขนาดนี้ ครบทุกป่าแน่

 

   หมายเหตุ:(ไว้ก่อน) หากคิดเรื่องนี้ไม่ออก หรือดูแล้วมันเป็นไปไม่ได้  ก็อย่ามาเรียกร้อง " เอาสัตว์ป่าเลี้ยง ไปปล่อยป่า"เถอะครับ

โปรดทราบ: หน่วยฯรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ครอบคลุมพื้นที่ เกือบ 600,000 ไร่ มีฝูงกระทิงหลายสิบตัว ฝูงช้างอีกไม่รู้กี่สิบ สัตว์ป่าขนาดกลาง ขนาดเล็กอีกจำนวนมาก  แต่มีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยฯของกรมอุทยานดูแลผืนป่านี้ อยู่ 6 คนครับ ผมจำไม่ได้ว่า มีลูกจ้างอีกซักกี่คน 
    600,000 ไร่ครับ หากไม่ใช้ ไกด์นายพราน ไกด์คนหาของป่าของผม เข้าช่วย อีกหน่อย ก็หมดทั้งป่า อย่าว่าแต่เฉพาะสัตว์ป่าเลย เพราะขณะนี้ชาวบ้าน A-G ก็ขยับคืบเข้าทำกินตามขอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอยู่เรื่อยๆ   นายพรานปัจจุบันก็ยังเป็นนายพรานอยู่ นานๆก็จะมีข่าว ยิงกระทิงออกข่าว ผมและส.ส.ชูวิทย์ เคยไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่นั่นมา เมื่อหลายปีก่อน 

    ผมว่า หากไม่เปลี่ยนนายพราน มาเป็นไกด์ คงต้องเทียวไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่อีกหลายรอบ  และที่สุดอีกหลายปีข้างหน้า ก็อาจจะกลายเป็นว่า ไปตีกอล์ฟในที่สุด เพราะมันไม่เหลือป่าแล้ว อย่าว่าแต่ สัตว์ป่าเลย

โดย ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ และ นวพล ชักชวน


**ลองอ่านข่าวนี้ดูครับ มันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ 

ลองอ่านบทความ โดย  ฉัตรชัย  วิบูลย์รณรงค์
ใน วนสารฉบับ 100 ปี กรมป่าไม้
  ที่ให้ข้อคิดที่ดีมาก แนวทางเดียวกับเรา




mail to : chuvit@ubonzoo.com     navaphol@ubonzoo.com


 

Best view with Microsoft Internet Explorer
Suggestion by E-mail : webmaster@ubonzoo.com 
 
navaphol@ubonzoo.com
Copyright © 1999 by Navaphol. All rights reserved.
    Revised: 12 Jan 2006