Click ภาพอ่านดูครับ

 
เอามาให้ดูเฉยๆครับ
ไม่เกี่ยวกับเรื่อง

  มีหนังสือเวียน ทั่วประเทศของกรมป่าไม้ในขณะนั้น  อธิบดีกรมฯ มีหนังสือคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจในการออก และแก้ไข  เปลี่ยนแปลงใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าได้ 
      แต่เมื่อมีเรื่องคำขออะไรที่เกี่ยวกับสัตว์ป่า ผู้ว่าฯหรือเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหนังสือกลับเข้าไปหารือที่กรมฯก่อน เนื่องจากไม่แน่ใจ ไม่รู้กฎหมาย และกลัวทำไปแล้วผิดพลาด มีผลถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน กว่าทางกรมฯจะตอบกลับมาให้ทราบว่าจะให้ดำเนินการอะไรต่อไปได้ ก็ใช้เวลาไม่น้อย นี่แหละครับ ปัญหา กับสัตว์ป่าเลี้ยง 
     โดยเฉพาะหนังสือตอบข้อหารือฉบับที่นำมาลงให้ท่านทั้งหลาย ช่วยกันวิเคราะห์นี้ ยิ่งทำให้ข้าราชการระดับปฏิบัติสับสนไปกันใหญ่  เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตีความไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้อง จะด้วยเหตุผลความเข้าใจผิดหรือไม่ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้ ก็เป็นปัญหาใหญ่ตามมา เพราะได้ส่งเป็นหนังสือเวียนไปทั่วประเทศ และถือปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ครับ 

      ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นกรมอุทยานฯ อธิบดีฯมีหนังสือคำสั่งให้ ผอ.สำนักบริหารฯ(ป่าไม้เขตเดิม) เป็นผู้มีอำนาจในการออกใบอนุญาตฯ แก้ไขใบอนุญาตฯเกี่ยวกับสัตว์ป่าแทนผู้ว่าราชการฯ แต่ก็ยังคง ยึดถือเอาหนังสือตอบข้อหารือฉบับนี้ เป็นแนวทางปฏิบัติ 

         ที่สำคัญผู้ลงนามคำสั่งในขณะนั้น คืออธิบดีกรมอุทยานฯในขณะนี้ครับ

      ทำให้การการโอน  เคลื่อนย้าย  การซื้อขายสัตว์ป่าบางชนิดที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถทำได้ สัตว์ป่าเลี้ยงต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ ปล่อยให้ผสมพันธุ์กันในหมู่ลูกหลาน ทยอยตาย และหายไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็กลายเป็นสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ต้องหาวิธีลักลอบขนย้ายแบบผิดกฎหมายกันไป 
      วิธีการจัดการกับสัตว์ป่าตามกฎหมายกำหนด ถูกเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน ออกหนังสือบังคับไว้แน่น บางคนรู้น้อยให้สัมภาษณ์ทางสื่อ โพนทะนาผิดๆ คำสั้นๆแต่สร้างความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง ต่อเพื่อนพ้องเจ้าหน้าที่ในกรมฯเดียวกัน  "ห้ามจำหน่าย จ่าย โอน ยกเว้นตกทอดทางมรดก" มีให้เห็นบ่อยครั้ง จนเจ้าหน้าที่และคนทั่วไปจำกันไปติดปาก

      ทั้งๆที่จริงแล้ว
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เป็นกฎหมายที่มีการกำหนด วิธีปฏิบัติ วิธีการจัดการกับสัตว์ป่าที่ดีมากฉบับหนึ่ง ออกมาเพื่อประโยชน์กับ สัตว์ป่าเลี้ยง เพื่อการขยายพันธุ์ และปกป้องสัตว์ป่าที่อยู่ในป่า วัตถุประสงค์จริงๆ พ.ร.บ.ฯฉบับนี้ หมายเหตุไว้ท้าย อย่างนั้น 
      เพียงแต่ว่ากระบวนการ ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติของผู้มีหน้าที่กำกับดูแลตาม พ.ร.บ.ฯดังกล่าว ไม่ได้นำมาใช้ปฏิบัติดังที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น   ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดชนิดสัตว์ป่า ที่เพาะพันธุ์ได้(ที่จะไม่ค่อยทันยุคทันสมัย) หรือการขยายพันธุ์ การเพาะพันธุ์(ที่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าออกให้ใคร เลยใช้คำว่า การผสมพันธุ์แทน) หรือการค้าสัตว์ป่าที่ได้จากการเพาะพันธุ์ที่ทำให้เกิดรายได้กับผู้ลงทุน ลงแรงเพาะพันธุ์สัตว์ป่า
ล้วนแล้วแต่กฎหมายระบุไว้แล้วทั้งสิ้น แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ศึกษา ไม่พยายามทำความเข้าใจ บางท่านไม่ปฏิบัติเอาซะเฉยๆ  เพราะเสี่ยงต่อตำแหน่ง หน้าที่การงาน หากเกิดการผิดพลาด 
       ที่สำคัญและเป็นปัญหามากที่สุด ก็คือกลัวกระแสโจมตีจากนักสร้างภาพอนุรักษ์ทั้งหลาย ที่ไม่เคยแหกตาดู และพยายามทำความเข้าใจ เรื่องสัตว์ป่าเลี้ยงจนเชื่องแล้วกับสัตว์ป่าที่อาศัยในป่า ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกัน  กิจกรรมใดๆที่เกี่ยวกับสัตว์ป่า มิใช่จะเป็นการทำลายทรัพยากรสัตว์ป่าเสมอไป 
       ทำให้ พ.ร.บ.สงวนฯ ฉบับดังกล่าว ถูกนำมาใช้มาก เฉพาะมาตรา ในบทกำหนดโทษเท่านั้น
    ส่วนใหญ่ใช้กันแค่นั้นจริงๆ ติดคุกกี่ปี ปรับกี่หมื่น จำกันได้แม่นมาก ความจริงเรื่อง การทำความเข้าใจ พ.ร.บ.ฯฉบับนี้ ผมเองท้อแท้ที่จะพูดถึงตั้งนานแล้ว นี่อาจเป็นเพราะว่าอาทิตย์ก่อน ไปกินดีหมีมา ถึงได้บ่นไม่เลิก 555 (ดีหมี... หมีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ผู้ใดครอบครองฯโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000.- หรือ2เด้ง แต่ถ้ากินดีหมีแล้ว ไม่เหลือซากให้เห็น ก็ไม่มีหลักฐานครับ เฮ้อ..)


ทีนี้เรามาช่วยกันวิเคราะห์ หนังสือผิดพลาดของทางราชการกันครับ

         หนังสือฉบับนี้ เวียน เรียน ผวจ.ทุกจังหวัดครับ ยกเว้น จ.อยุธยา ที่มีฉบับจริงตอบถึงเลย
เน้นหนัก ข้อความบรรทัดสุดท้าย ซึ่งหากเป็นหนังสือที่ตอบข้อหารือกฎหมายที่ถูกต้อง คงเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
                 "สั่ง จนท.ที่เกี่ยวข้องถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป"
         ซึ่งปัจจุบัน เปลี่ยนจาก กรมป่าไม้ เป็น กรมอุทยานฯ 
และเปลี่ยนจากผู้ว่าฯ เป็น ผอ.สำนักบริหารฯ(ป่าไม้เขตเดิม)เป็นผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตฯ แต่ก็ยังยึดถือหนังสือฉบับนี้เป็นแนวทางปฏิบัติอยู่ครับ
         การตอบหนังสือข้อหารือฉบับนี้ เป็นการตอบ ที่เจ้าหน้าที่กรมฯ ได้วางกรอบในสมองตลอดเวลาแล้วว่า " สัตว์ป่าห้าม จำหน่าย จ่าย โอน" จึงได้ตีความกฎหมาย และนำมาตราต่างๆ มาอ้างประกอบแบบผิดๆ ให้เป็นไปตามกรอบสมองที่ได้คิดวางไว้ 

 

 

        ผมจะสรุปดังนี้ครับ
    นางวงเดือนฯ  มีกวาง และมีใบครอบครองฯ(สป.2)ด้วย (ออกตาม มาตรา 61,67) โอนกวางมาให้ นายสุวิทย์ฯ ที่มีใบอนุญาตให้เพาะพันธุ์สัตว์ป่าด้วย ที่อยุธยาจำนวน 24 ตัว  ผู้ว่าฯและป่าไม้จังหวัด ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยทำหนังสือมาหารือกับกรมฯ
     ความจริงในการนี้ ผู้ว่าฯ สามารถดำเนินการออกหรือไม่ออกใบอนุญาตฯได้เลย โดยอาจจะมอบอำนาจให้ ป่าไม้จังหวัดขณะนั้น ดำเนินการได้  เพราะมีหนังสือคำสั่งจากอธิบดีฯไว้ก่อนแล้ว หากว่ามีความรู้กฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ฯ
      ปัญหามันอยู่ตรงที่ผมบอกครับ  เจ้าหน้าที่ ไม่รู้ ไม่ได้ศึกษา หรือ ไม่มั่นใจ ว่าออกใบอนุญาตฯ จะผิดกฎหมายหรือไม่ เมื่อออกไปแล้ว หากผิดขึ้นมา จะกระทบกระเทือนตำแหน่งที่กำลังคั่ว หรือจ่อไว้ ก็จะพาลเฮงอีก 
     ก็เลยทำหนังสือหารือ ถามไปที่กรมฯ หากผิดพลาดประการใด ก็รอดตัวครับ เพราะ กรมฯสั่งให้ดำเนินการ 

     ปัญหาใหญ่ยิ่งเกิดขึ้นอีก เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกรมฯ
ตอบกลับมาแบบผิดๆ  จะเป็นเพราะด้วยสาเหตุ ที่ไม่เข้าใจ หรือไม่ศึกษา พ.ร.บ.ฯให้แจ่มแจ้ง อาจจะไม่มีเวลา หรือฟังข่าว คนให้สัมภาษณ์มามากไป จนจำฝังใจอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า   
     ความจริง หลายปีก่อนผมก็เคยเข้าไปถามเรื่องนี้ที่ ฝ่ายอนุญาตฯ สมัยนั้น (ตอนนี้เป็นสำนักฯ) คุณนวลศรี เจ้าหน้าที่ที่ฝ่ายฯก็เลยพาไปนั่งคุยกับ หน.กองนิติการ กรมฯ กับอีก 2คน ผมจำชื่อไม่ได้ครับ ต้องขอโทษด้วย ถกกันไป ถกกันมา สรุปการคุยครั้งนั้น ก็คือ " เออ.. นั่นนะซิ เรื่องจำหน่าย จ่าย โอน และเรื่องมรดก ไม่เห็นมีบอกใน มาตราที่กำลังพูดถึงกันเลย ถ้าอย่างนี้ สัตว์ป่าตาม สป.2 ก็น่าจะโอนได้" เจ้าหน้าที่ก็เริ่มเห็น
    แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีการแก้ไขแต่อย่างใด และก็ยึดถือปฏิบัติตามหนังสือฉบับนี้กันอยู่ 

พิจารณาดูครับ รายละเอียด มาตรา หรือ กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในภาพข้อความ ก็ Click เปิดอ่านได้เลยครับ 

  ดูมาตรา 19 เต็มๆครับ 

มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่า
สงวน หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง 
            เว้นแต่จะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กำหนดตามมาตรา 17 ที่
ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าดังกล่าว และโดยต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี และ.
ต้องปฏิบัติตามของกำหนดในกฎกระทรวงและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต
การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
    ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้ใช้บังคับแก่
    (1) การครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองของผู้รับใบอนุญาตเพาะพันธุ์ตามมาตรา 18 (1)
ที่มีไว้เพื่อการเพาะพันธุ์หรือได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าดังกล่าว
    (2) การครอบครองสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าสงวนหรือซากของสัตว์ป่า
คุ้มครองเพื่อกิจการสวนสัตว์สาธารณะของผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งและดำเนินกิจการสวนสัตว์
สาธารณะตามมาตรา 29 และได้จัดแสดงไว้ในสวนสัตว์สาธารณะที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้น

 เอามาตรา 19 มาให้อ่าน เพียงให้เห็นว่า บุคคลทั่วไปครอบครองสัตว์ป่าฯ ไม่ได้แล้วครับ ยกเว้นพวกที่แจ้งการครอบครองสัตว์ป่าฯไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 และอีกทีเมื่อปี พ.ศ.2546(หมดเขตกลางเดือน กย.) ไม่ต้องถามบ่อยๆนะครับว่า อยากเลี้ยงสัตว์ป่าฯ จะทำอย่างไรได้บ้าง?  เลี้ยงไม่ได้แล้วครับ เพราะจะผิดกฎหมาย ตามมาตรานี้ 
           ยกเว้น จะเป็นสัตว์ป่าชนิดที่เค้าประกาศว่าเพาะพันธุ์ได้ และมีผู้ที่ได้รับอนุญาตเพาะพันธุ์ ใบอนุญาตค้าฯ ออกใบเคลื่อนย้าย ขายให้ได้ โดยผู้รับใบอนุญาตต่างๆเหล่านี้ เค้าสามารถออกใบให้ได้เลย เสร็จแล้วทั้งคนซื้อและคนขาย จึงไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ตามกฎกระทรวงที่เค้ากำหนดไว้ หาอ่านได้ใน www.ubonzoo.com นี่แหละครับ  
          กฎหมายเค้าเลยระบุไว้ตรงนี้  "เว้นแต่"  เปิดช่องให้บุคคลทั่วไป สามารถซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยงได้ แต่ได้เฉพาะชนิดที่ทางการควบคุมและประกาศไว้ ทางการดูแล้วว่าเป็นสัตว์ป่ามาจากฟาร์มที่เพาะพันธุ์ได้จริง ไม่ใช่ไปเอาจากป่ามา 
         ที่สำคัญ วรรค"เว้นแต่"ตรงนี้  เปิดช่องให้พวกที่ขอใบอนุญาตเพาะพันธุ์ไว้ มีช่องไว้ทำมาหากิน ทำรายได้จุนเจือ สัตว์ป่าที่ตัวเองอุตส่าห์ เลี้ยงและปั้นมาจนเชื่อง และสามารถขยายพันธุ์ได้  ไม่ให้เลี้ยงแล้วอดตาย ทั้งคนเลี้ยงและสัตว์ป่าเหมือนทุกวันนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่กระดิกให้  นี่แหละครับ คนลอก คนเขียนกฎหมายเค้าอ่านทะลุ มันสมดุลมาก แต่คนนำมาปฏิบัติ ส่วนใหญ่ มั่วเอง
     

          แต่คุณวงเดือนที่ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองฯ(กวางป่า)เนี่ย เค้าไม่เกี่ยวกับมาตรา 19 เลยครับ เพราะมีใบอนุญาตฯ(สป.2)อยู่ และเมื่อเวลาที่มาหารือ(ปี 2544)  มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ 120 วันอะไรนั่น ตามที่ท่านเจ้าหน้าที่ นำมาอ้างตอบข้อหารือมาหรอกครับ
         สรุปก็คือ คุณวงเดือนฯ  โอน กวางป่า ให้คุณสุวิทย์ฯ ได้แน่นอน เนื่องจากว่า...(จุด จุด จุด หาเหตุผลมาว่าไป) อาจจะเลี้ยงไม่ไหวแล้ว มันออกลูกดีเหลือเกิน ที่ดินแค่ 40 ตร.วา กวางที่เลี้ยงมันขี้เต็มบ้าน ทนไม่ได้ ก็เลย จะโอนให้คุณสุวิทย์ฯซะ เสร็จสรรพก็แอบโอนเงินให้กัน แล้วบอกว่า ไม่ได้ขายนะ เพราะถ้าขายเดี๋ยวจะมีมาตราอื่น มาเกี่ยวข้องวุ่นวายอีก

      ที่ผมสรุปให้อย่างนั้น เหมือนกับไม่เชื่อ เจ้าหน้าที่ที่ตอบ แต่ผมจะค่อยๆอธิบายให้ฟังว่า ทำไม?
    1. คุณวงเดือนฯ ได้ครอบครองสัตว์ป่า(กวางป่า) และได้รับใบอนุญาตฯ(สป.2) เนื่องจากคุณวงเดือนแจ้งครอบครอง ตามมาตรา 67,61 ในบทเฉพาะกาล สมัยเมื่อปี พ.ศ.2535 มา ที่เกี่ยวข้องกัน 2 มาตรา เพราะว่า แจ้งตามมาตรา 67 หากเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง  ให้นำมาตรา 61มาใช้ ตามข้อความที่นำมาให้ดูข้างล่างนี้ครับ

มาตรา 67 ให้ผู้มีสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าสงวนหรือซากของสัตว์คุ้มครอง
อยู่ในความครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แจ้ง
รายการเกี่ยวกับชนิดและจำนวนของ
สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าสงวนหรือซาก
ของสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในความครอบครองของตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเก้าสิบวันนับแต่
วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งไว้แล้วให้ปฏิบัติต่อไปดังนี้
    (1) สำหรับสัตว์ป่าสงวน ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครอง......
    (2) สำหรับสัตว์ป่าคุ้มครองหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองให้นำมาตรา 61 มาบังใช้โดยอนุโลม
    (3) สำหรับซากของสัตว์ป่าสงวน ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ......
    (4) สำหรับสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีอยู่ในความครอบครองของผู้รับใบอนุญาตให้ค้า......
    (5) สำหรับซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในความครอบครองของผู้รับใบอนุญาตให้ค้า.....

กวางป่า เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ก็เลยต้องใช้ มาตรา 61 ดังข้างล่าง ลองอ่านแล้ววิเคราะห์ดูครับ ผมพยายามแยกให้เห็นนะครับ และพยายามอธิบายขั้น ในมาตราไปเลย ด้วยตัวหนังสือสีม่วงพื้นเหลือง แบบนี้ครับ  ส่วนที่เน้นข้อความในกฎหมาย จะใช้สีทับข้อความแบบนี้ครับ

มาตรา 61 เมื่อได้มีกฎกระทรวงตามมาตรา 6 วรรคหนึ่งใช้บังคับการดำเนินการแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง
ชนิดที่กำหนดเพิ่มเติมขึ้น หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองดังกล่าวที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลใด
ก่อนวันที่กฎกระทรวงใช้บังคับให้เป็นไปดังนี้
    (1) ให้ผู้มีสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กำหนดเพิ่มเติมขึ้นอยู่ในความครอบครองก่อนวันที่กฎกระทรวงใช้
บังคับ แจ้งชนิดและจำนวนสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในความครอบครองของตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภาย
ในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงใช้บังคับเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้ว
           หากผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองนั้น ไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นต่อไป
   ให้จำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นให้แก่ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งและดำเนินกิจการสวนสัตว์สาธารณะตามมาตรา 29
หรือจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กำหนดตามมาตรา 17 ให้แก่ผู้รับใบอนุญาตเพาะพันธุ์ตามมาตรา 18 ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้แจ้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  
และเมื่อสิ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังมีสัตว์ป่าคุ้มครองเหลืออยู่เท่าใดให้สัตว์ป่าคุ้มครองนั้นตกเป็นของแผ่นดิน 
และให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองส่งมอบสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นให้แก่กรมป่าไม้หรือกรมประมง แล้วแต่กรณีเพื่อนำ
ไปดำเนินการทั้งนี้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการในกรณีที่สัตว์ป่า
คุ้มครองดังกล่าวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กำหนดตามมาตรา 17 เจ้าของหรือผู้ครอบครองซึ่งประสงค์
จะเพาะพันธุ์สัตว์นั้น ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตเพาะพันธุ์ตามมาตรา 38 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่
ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ และเมื่อได้ยื่นคำขอแล้วให้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นต่อไปได้ 
          หากเจ้า.......(ต่อ).....(กรอบข้างล่าง)

ขอขั้น ตีความ ในวรรคนี้ ซึ่งเป็นวรรคหนึ่งของ มาตรา61นี้ก่อนนะครับ ไม่ใช่มีแค่นี้นะครับ ยังมีวรรคสองอีก ที่จะอธิบายต่อไป
     ในวรรคหนึ่งนี้ ให้สังเกต คำว่า หากเจ้าของ....ไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูสัตว์ป่า...ต่อไป ให้...จำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครองที่กำหนดตามมาตรา 17 ให้แก่ผู้รับใบอนุญาตเพาะพันธุ์ตามมาตรา 18 ภายใน 120วัน....
     ตรงนี้แหละครับที่เจ้าหน้าที่กรมฯ นำมาตอบข้อหารือ ว่า เลยกำหนดเวลา 120วัน ตรงนี้มาแล้ว จำหน่ายไม่ได้
     ความตามในวรรคหนึ่งนี้ ได้สิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2535 หลังจากมี พ.ร.บ.ฯประกาศใช้ 120 วัน 
     ซึ่งความจริง สัตว์ป่าฯ(กวางป่า)ของคุณวงเดือนฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ วรรคหนึ่งนี้ ตามที่ เจ้าหน้าที่ฯทำหนังสือตอบมาเลย  เพราะช่วงเวลา 120 วัน ที่พูดถึงอยู่นี้ ไม่สามารถกลับย้อนไปปฏิบัติได้แล้ว  
      สรุปก็คือ ตอนปี พ.ศ.2535 ที่กฎหมายประกาศใช้ คุณวงเดือนฯ ไม่ได้เลือกปฏิบัติตามวรรคนี้  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว  เวลา 120 วันที่อ้างถึง จึงไม่เกี่ยวอะไรกับใบอนุญาตฯของคุณวงเดือนฯ  เจ้าหน้าที่จะนำมาเป็นข้อพิจารณา ไม่อนุญาตให้คุณวงเดือนฯ โอนสัตว์ป่าไม่ได้  เป็นการเลือกใช้กฎหมายมาตีความ ผิดวรรคครับ ไม่ถูกต้อง
      แต่คุณวงเดือนฯ ได้รับใบอนุญาตฯ  ตามวรรคสองข้างล่างนี้ต่างหาก ลองอ่านดูครับ

    ตรงนี้สำคัญมากนะครับ หากทำความเข้าใจกันได้ จะกลายเป็นคนละเรื่องกับหนังสือตอบข้อหารือของกรมฯ


       หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง
นั้นประสงค์จะเลี้ยงดูสัตว์ป่าคุ้มครองต่อไป
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
สภาพการเลี้ยงดูสัตว์ป่าคุ้มครองผู้นั้นว่าอยู่ในสภาพอันสมควรและปลอดภัยแก่สัตว์
นั้นเพียงใดหากเห็นว่าสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นได้รับการเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่ในสภาพอันสมควรและ
ปลอดภัย ให้อธิบดีอนุญาตให้ผู้นั้นครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นต่อไปได้ โดยออกใบอนุญาตคุ้มครอง
สัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราวให้ไว้แก่เจ้าของ
หรือผู้ครอบครอง ใบอนุญาตดังกล่าวให้มีอายุเพียงเท่าอายุ
ของสัตว์ป่าคุ้มครองนั้น ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าวต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการเลี้ยงดูสัตว์ป่า
คุ้มครองที่รัฐมนตรีกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ และเมื่อสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นเพิ่ม
จำนวนขึ้นโดยการสืบพันธุ์หรือตาย ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ
    ............. 
    แบบและวิธีการแจ้งตาม (1)และ (2) และการออกใบอนุญาตให้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว
และใบรับรองซากสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นไปตามที่ กำหนดในกฎกระทรวง

      วรรคสองนี้ครับ ให้สังเกตคำว่า  หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสัตว์ป่าฯ  ประสงค์จะเลี้ยงดูฯต่อไป(สมัยนั้น พ.ศ.2535) ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เสร็จแล้ว ให้อธิบดีอนุญาตให้ผู้นั้นครอบครองฯต่อไปได้ โดยออกใบอนุญาตคุ้มครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว ให้ไว้แก่เจ้าของ
      วรรคสองนี้ต่างกับวรรคหนึ่ง ก็คือว่า 
                  วรรคหนึ่ง....หากเจ้าของ  ไม่ประสงค์เลี้ยง....ให้ดำเนินการตามนั้น...(ซึ่งต้องปฏิบัติกันไปตั้งแต่ปี 35แล้ว)
                  วรรคสองนี้ ..หากเจ้าของ  ประสงค์เลี้ยง ... ให้ดำเนินการตามนี้ (อ่านวรรคสองข้างบนดูครับ)...
   คุณวงเดือนฯ เลือกปฏิบัติ ตามวรรคสอง จึงได้รับ ใบอนุญาตคุ้มครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว(สป.2)มา ตามนัยวรรคนี้ 
       สาเหตุที่ เจ้าหน้าที่ฯต้องออกใบอนุญาตฯ(สป.2) เพราะในท้ายมาตรานี้ ระบุไว้
     " แบบและวิธีการแจ้งตาม (1) และการออกใบอนุญาตฯ....... ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"  
 กฎกระทรวงที่ว่านั้น ก็คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ซึ่งออกตามมา เมื่อปี พ.ศ.2537 ที่ผมพูดถึงบ่อยๆครับ  
         ฉะนั้น เมื่อจะดำเนินการใดๆ กับ ใบอนุญาตฯ(สป.2)ที่ออกมาจาก กฎกระทรวงฉบับนี้  ต้องยึดเอา กฎกระทรวงฉบับที่ 1 นี้เป็นแนวทางปฏิบัติ จึงจะถูกต้องครับ  
        ที่สำคัญในกฎกระทรวงฉบับที่ 1 นี้ บอกวิธีปฏิบัติโดยละเอียดพอสมควร ลองอ่านดูซิครับ
        ในการตอบข้อหารือ ที่เกี่ยวกับใบอนุญาตฯ(สป.2)ของคุณวงเดือนฯในครั้งนี้ ก็ต้องยึดถือปฏิบัติตาม กฎกระทรวงฉบับนี้ด้วยเหมือนกัน
        จะเห็นได้ว่า ใบอนุญาตฯ(สป.2)มันไม่เกี่ยวอะไรกับ 120 วันในวรรคหนึ่ง  รวมถึงไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้นกับวรรคหนึ่งในมาตรานี้ ตามที่ เจ้าหน้าที่ฯได้ตอบข้อหารือมา แถมยังสรุปแบบมั่วๆว่า ไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอนได้ (อีกแล้ว) 
     หากคุณวงเดือนฯปฏิบัติตามวรรคหนึ่งตอนนั้น(2535)  ตอนนี้(2544)คุณวงเดือนฯก็ไม่มีกวาง และไม่มีใบอนุญาตฯ(สป.2)  เพราะต้องยกให้รัฐ ภายใน 120วันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว 

     หากต้องการเห็น ให้ชัดขึ้นอีก ท่านลองอ่าน พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 ดู เพราะความนัยตาม พ.ร.บ.ฯ2546 นี้ จริงๆมันก็คือ มาตรา 61พ.ร.บ.ฯ2535 ที่เรากำลังพูดถึงนี้แหละ 
     ที่ต้องออกประกาศใช้ พ.ร.บ.ฯ2546 อีกที เพราะต้องการให้ ประชาชนทั่วไป ได้ไปแจ้งครอบครองสัตว์ป่าอีกครั้ง (นิรโทษกรรม) จึงมีข้อความเหมือนกันกับ มาตรา 61(ตอนปี 2535)  คือมี วรรค..ไม่ประสงค์เลี้ยง และวรรค...ประสงค์เลี้ยงต่อ และก็มีบอกให้ปฏิบัติอย่างไร


       ท้ายมาตราดังกล่าว ก็ยังบอก แบบและวิธีการปฏิบัติเหมือนกันกับ พ.ร.บ.ฯ2535  แต่ พ.ร.บ.ฯ2546 ชี้ชัดลงไปเลยว่า
                "ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา ๖๑ วรรคสอง"
       กฎกระทรวงที่ว่า ก็คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ที่ผมว่านี่แหละครับ

        ผมไม่แน่ใจว่า เรื่องสัตว์ป่าคุ้มครอง จะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เปิดอ่านกฎกระทรวงฉบับที่ 1ดูมากขนาดไหน เพราะเป็นกฎกระทรวงที่มีสาระวิธีปฏิบัติ ชี้แจงชัดเจนมาก 
        ที่สำคัญกฎกระทรวงฉบับที่ 1 ที่ออกตาม มาตรา 61 นี้ คือวิธีปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง ที่จะต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ กับผู้ครอบครองสัตว์ป่าที่แจ้งไว้หรือได้รับใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าฯทั่วประเทศในปัจจุบัน (โดยเฉพาะหลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546  แทบไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับ มาตราอื่นหรือกฎกระทรวงฉบับอื่นเลย)
     
         สรุปว่า คุณวงเดือนฯ ได้ขออนุญาตครอบครองฯมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ตามกฎหมายกำหนดแน่นอน เพราะได้รับใบอนุญาตฯ(สป.2)มาแล้ว  ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามหลังจากคุณวงเดือนฯ ได้รับใบอนุญาตฯ(สป.2)มา  ต้องปฏิบัติตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ที่ออกตาม มาตรา 61 ซึ่งถ้าหากอ่านกฎกระทรวงดังกล่าวดู จะเห็นว่า คุณวงเดือนฯสามารถโอนสัตว์ป่าได้


         ผมจะนำข้อความมาชี้ให้เห็นต่อไปข้างล่าง ตอนนี้เรามาดู เจ้าหน้าที่กรมฯ ตอบข้อหารืออีกข้อครับ ข้อที่ 2.

เป็นข้อ 2.ที่กรมฯตอบข้อหารือมาครับ หากไม่ทำความเข้าใจในการตอบข้อ 1.ให้ถูกต้องเสียก่อนแล้ว  เจ้าหน้าที่กรมฯ ก็จะตอบข้อ 2.นี้  งงงง  และวกวน ในกรอบ ห้ามจำหน่าย จ่าย โอนนี่แหละครับ    
     หากเจ้าหน้าที่กรมฯ ยังไม่ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ใบอนุญาตฯ(สป.2) และแนวทางปฏิบัติตามมาตรา 61 ดังที่อธิบายมาข้างต้น  ไม่ว่าจะถามอีกกี่ข้อ  ทางเจ้าหน้ากรมฯ  ก็ยิ่งมั่วไปอีกละครับ เพราะสาระการปฏิบัติมันอยู่ตรงนั้นทั้งหมด

     ที่คุณวงเดือนฯ โอนสัตว์ป่า ให้คุณสุวิทย์ฯได้  เพราะทำตามมาตรา 61(1)วรรค 2  ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติตาม
กฎกระทรวงฉบับที่ 1  ข้อ 7  ดังนี้

........................
ข้อ 7 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมจำนวนสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าให้เป็นไปโดยถูกต้อง ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสัตว์ป่าคุ้มครองแตกต่างไปจากจำนวนที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต
ให้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราวหรือมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนซากของสัตว์ป่าสงวนหรือซาก
ของสัตว์ป่าคุ้มครองแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในใบรับรองการครอบครองซากของสัตว์ป่าเนื่องจาก
การสืบพันธุ์ ตาย โอนให้บุคคลอื่น หรือโดยเหตุอื่นใด
ให้ผู้รับใบอนุญาต หรือผู้รับใบรับรองดังกล่าว แจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในในข้อ1พร้อมกับนำใบอนุญาต
 หรือใบรับรอง แล้วแต่กรณี มาให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดแจ้งการเปลี่ยนแปลง ให้ตรงกับความเป็นจริง
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง  แต่ถ้าเป็นสัตว์น้ำให้แจ้งภายในหกสิบวัน นับแต่
วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
            ในกรณีที่สัตว์ป่าคุ้มครองเพิ่มจำนวนขึ้นตามวรรคหนึ่งเพราะการสืบพันธุ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
ดำเนินการจัดทำเครื่องหมายหรือหลักฐานประจำตัวสัตว์นั้นเพื่อเป็นหลักฐานการครอบครองด้วย

 ตรงนี้ครับ ที่เป็นข้อปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง  
     =เพื่อประโยชน์ในการควบคุมสัตว์ป่า หากมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก สืบพันธุ์ ตาย โอนให้บุคคลอื่น หรือ โดยเหตุอื่น=
    ฉะนั้น ...คุณวงเดือนฯ สามารถโอนสัตว์ป่าฯ(กวางป่า)ได้แน่นอน
            เพราะใบอนุญาตฯ(สป.2) ออกมาจาก
กฎกระทรวงฉบับที่ 1นี้  แล้วเจ้าหน้าที่กรมฯ ไปเอา มาตรา ไหน มาตอบข้อหารือ
.............
ข้อ 3 ในกรณีที่สัตว์ป่าที่แจ้งตามข้อ 1 เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และผู้แจ้งได้แสดงความประสงค์
จะเลี้ยงดูสัตว์ป่านั้นต่อไป
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและรายงานต่ออธิบดีเกี่ยวกับความสมควร
และความปลอดภัยของสถานที่ที่จะให้สัตว์ป่านั้นอยู่อาศัยและวิธีการเลี้ยงดูสัตว์ป่าดังกล่าว
และเมื่ออธิการบดีได้พิจารณาเห็นสมควรอนุญาตให้เลี้ยงดูสัตว์ป่านั้นต่อไปได้ ให้ออกใบอนุญาต
ให้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราวตามแบบ สป.2
ท้ายกฎกระทรวงนี้
..............

      สรุปก็คือ สัตว์ป่าฯ(กวางป่า) ของคุณวงเดือนฯ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในความครอบครองอยู่ก่อน หรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แน่นอน เพราะหากไม่ใช่ ก็คงไม่มีใบอนุญาตฯ สป.2  และที่คุณวงเดือนฯ ไม่จำหน่ายภายใน 120 วัน ตอนปี 2535 ตามที่กำหนดไว้ เพราะคุณวงเดือนฯ ไม่ต้องการจำหน่ายในตอนนั้น แต่ประสงค์จะเลี้ยงไว้ จนอธิบดี(โดยใครก็ตามที่ทำการแทน) จึงออกใบ สป.2 มาให้ และก็จะโอนให้ ตาม พ.ร.บ.ฯมาตรา 61 ที่ใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ข้อ 7. มาดำเนินการ 
     เจ้าหน้าที่กรมฯ เอาช่วงเวลาเมื่อปี พ.ศ.2535 มาสับสนกับเวลาปัจจุบัน(หรือปี 2544)  จนดูสับสน  ขั้นตอนมาผ่านช่วงเวลาจากตรงที่นำมาอ้างใน หนังสือตอบข้อหารือ มาแล้ว 

      คุณสุวิทย์ฯ ก็มีใบอนุญาตเพาะพันธุ์แล้ว มาตรา 19 เค้าก็เขียนเปิดช่องให้ไว้สำหรับบุคคลประเภทนี้ไว้คือ
มาตรา 19
.            
ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง........
              ....... มิให้ใช้บังคับแก่
                    (1) การครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองของผู้รับใบอนุญาตเพาะพันธุ์ตามมาตรา 18 (1) ที่มีไว้เพื่อการเพาะพันธุ์หรือได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าดังกล่าว

มีกฎกระทรวงฉบับที่ 5 มาบังคับใช้ปฏิบัติ โดยมี ข้อ 4. ในกฎกระทรวงระบุไว้ เปิดช่องให้ซื้อสัตว์ป่าได้ดังข้างล่าง
    ........
     ข้อ 4.........
การได้มาซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองตามวรรคหนึ่งจะต้องเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
  
         (1)   ผู้ขอรับใบอนุญาตได้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือได้มาจากการจำหน่ายของผู้มีไว้ในครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
                     ........  ...

สัตว์ป่าคุ้มครอง ที่มีผู้ครอบครองจนได้รับใบอนุญาตให้ครอบครองฯ (สป.2)  คือ ผู้มีไว้ในครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ด้วยกันทั้งนั้น  หากไม่มีสัตว์ป่าอยู่ก่อนหรือตอนที่ พ.ร.บ.เค้ากำหนดใช้ เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถออกใบอนุญาตฯใดๆให้ได้หรอกครับ
         

        สรุปก็คือว่า คุณวงเดือนฯ โอนกวางป่า 24 ตัว ให้คุณสุวิทย์ฯได้ ตามกฎหมายที่กล่าวถึงมาข้างบนนี้ทั้งหมด 

    
ความจริง น่าจะถึงเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่กรมฯ ต้องเรียกผู้เลี้ยงครอบครองสัตว์ป่าฯอย่างถูกต้อง 
         มาประชุม หารือ ถกเถียงข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ข้อสรุปเสียที 
   ให้กระบวนการการขยายพันธุ์ตามวัตถุประสงค์ พ.ร.บ.ฯ   เพื่อให้ได้กรอบ แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย
 ซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะสัตว์ป่าเลี้ยง ที่มีผลกระทบมากที่สุด เพราะสัตว์ป่าถูกกฎหมาย หากไม่นำข้อกฎหมายที่บังคับใช้ มาปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นสัตว์ป่าผิดกฎหมายไป เนื่องจากมีการเคลื่อนย้าย และลักลอบกระทำการกันเอง เนื่องจากเจ้าหน้าที่กรมฯไม่ให้ความร่วมมือ  ที่สุดก็ไปเข้าทางกลุ่มบางกลุ่ม ที่คอยกระแทก แหกปาก สัตว์ป่าต้องอยู่ในป่าเข้าไปอีก
     ที่สำคัญ ปัจจุบัน มีหน่วยงานตำรวจป่าไม้  คอยสอดส่อง จ้องจับผู้เลี้ยงสัตว์ป่าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎกระทรวงเป็นนิจ หากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯที่เกี่ยวข้อง ยังนิ่งเฉย เพิกเฉย ไม่พยายามเรียนรู้ข้อกฎหมาย และนำความรู้สู่ผู้เลี้ยงให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง  ผู้เลี้ยงสัตว์ป่าที่เกิดปัญหา ทนปัญหานิ่งเฉยอย่างนี้ไม่ได้ ถึงขั้นขึ้นศาลปกครองเมื่อใด เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯเอง จะโดนข้อหา ละเว้นฯ นะครับ ทีนี้ไม่ใช่แค่ 4 ปี 4 หมื่นนะครับ เป็นเรื่องใหญ่ถึงอนาคต ตำแหน่ง หน้าที่การงานเลยนะครับ ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กับผู้เลี้ยงสัตว์ป่าล้วนเป็นมิตรกัน ที่ต้องคอยระวังว่า อีกหน่วยงานฯที่จ้องจับผิด จะลุยที่ไหน เมื่อไหร่ เอกสารใครพลาดหรือไม่

   ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กรมฯ ก็สับสน เรื่องใบอนุญาตฯ( อญ สป.1) กับ ใบอนุญาตฯ(สป.2) มาแล้ว 
ปัญหาที่ว่าหมดไป เพราะมีการผลักดัน พ.ร.บ.ฯ(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2546 จนสำเร็จนี่แหละครับ ปัจจุบัน ปัญหา ใบอนุญาตฯ(สป.2)ยังไม่เข้าใจกันอีก ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เราจะต้องไปผลักดันกฎหมายตัวไหนอีก 

     ขอฝากด้วยครับ  คำว่า " ห้ามจำหน่าย จ่าย โอน ยกเว้นการตกทอดทางมรดก  ใช้กับสัตว์ป่า 2 ประเภทเท่านั้นครับ และระบุในพ.ร.บ.ฯชัดเจน
                      1.
สัตว์ป่า ที่อยู่ในความครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม มาตรา 66 (สัตว์ป่าที่เป็นของแผ่นดิน ที่รัฐมอบให้ผู้เลี้ยง เลี้ยงแทน โดยมีเงื่อนไข) และต้องออกหนังสือมอบให้ครอบครองสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราวแทนกรมป่าไม้ (ใบ อญ/สป.1) ให้ผู้ครอบครองฯถือไว้ โดยมีระเบียบกรมป่าไม้ 2538(1)  และ   2539(2) นำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

        สามารถดูความแตกต่าง ใบอนุญาตฯ( อญ สป.1)   กับ    ใบอนุญาตฯ(สป.2) (click เลยครับ)

                     2. ซากของสัตว์ป่าสงวน ที่แจ้งตาม พ.ร.บ.ฯ2535 ตาม มาตรา 67(3)

                                                        เท่านั้นจริงๆครับ

 
       แต่หากใคร มีข้อคิดเห็นขัดแย้ง ก็เชิญ Mail มาถกกันนะครับ ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะ  แต่พวกหัวชนฝา สัตว์ป่าต้องอยู่ในป่าท่าเดียวมา ผมขอลาครับ! ไม่อยากติดข้อหาฆ่าคนตาย! เฮ้อ...

        สุดท้ายผมอยากให้ผู้เลี้ยงสัตว์ป่าทั้งหมด ได้หมั่นศึกษากฎหมาย และทำความเข้าใจกับมันให้มาก เพราะบางครั้งเพียงเฉพาะเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกฎหมายหลายแขนงมากจริงๆ การที่เราศึกษาไว้ เมื่อจะปฏิบัติหรือยื่นคำขออะไร ก็อ้างกฎหมาย ข้อบังคับนั้นไป จะทำให้เจ้าหน้าที่ได้ค้นหา และจะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับสัตว์ป่า เพราะผมเห็นว่า กฎหมาย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการขยายพันธุ์และการคุ้มครองปกป้องสัตว์ป่าที่ดีฉบับหนึ่ง หากเพียงแต่ว่า ... เรานำมาปฏิบัติให้ถูกต้องวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.ฯ จะเกิดประโยชน์มาก เพราะกระบวนการต่างๆใน พ.ร.บ.ฯมันหมายถึงการจัดการ การดำเนินการกับสัตว์ป่าที่รอบคอบมาก ถึงแม้ว่าต้นตอจริงๆ จะคัดลอกมาจากประเทศอื่นก็ตาม 
     ในส่วนตัวแล้ว ผมอยากให้เพิ่มบทกำหนดโทษ กับพวกทำลายสัตว์ป่าที่อาศัยในป่า ในปัจจุบันให้มากกว่าที่เป็นอยู่ 
    เพราะผมคิดเสมอว่า วัตถุประสงค์ของพ.ร.บ.ฯ เพื่อการขยายพันธุ์ นั้น หมายถึง สัตว์ป่าที่นำมาเลี้ยง ส่วนการคุ้มครองปกป้อง คือ สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่าได้ขณะนี้  ในส่วนนี้ ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมีคุณค่าทางจิตใจมากมายเหลือเกิน

               ที่มีความเข้าใจใน พ.ร.บ.ฯฉบับนี้มากพอสมควร เพราะได้ศึกษามา และเคยประสบปัญหากับข้อปฏิบัติมาโดยตลอด ถกเถียงกับเจ้าหน้าที่ฯ กลับมาเปิดอ่าน กลับไปเถียง กลับมาเปิดอ่าน อย่างนี้ จนทำให้เห็นว่า ความจริง พ.ร.บ.ฯฉบับนี้มันดีจริงๆ

           ลองอ่าน สัตว์ป่าเลี้ยง กับ สัตว์ป่าที่อยู่ในป่าดูครับ  หรือ  สัตว์ป่าต้องเพาะพันธุ์ของคุณฉัตรชัย  วิบูลย์รณรงค์     
      
      





mail to : chuvit@ubonzoo.com     navaphol@ubonzoo.com


 

Best view with Microsoft Internet Explorer
Suggestion by E-mail : webmaster@ubonzoo.com 
 
navaphol@ubonzoo.com
Copyright © 1999 by Navaphol. All rights reserved.
    Revised: 18 ก.พ. 2553