การท่องเที่ยวธรรมชาติรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เกิดการศึกษาธรรมชาติอย่างแท้จริงนั้น น่าจะได้แก่การดูนกด้วยแหล่งธรรมชาติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ ลำธาร และชายฝั่งทะเล ล้วนมีนกชนิดต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยเราซึ่งอยู่ในเขตร้อน ได้มีการสำรวจและรวบรวมชนิดนกที่อยู่ประจำถิ่นและอพยพเข้ามาในแต่ละฤดูกาลกว่า 900 ชนิด เปรียบเทียบได้ว่ามีมากกว่าทวีปยุโรป หรืออเมริกาเหนือที่เดียว จึงถือได้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งหนึ่งที่มีความหลากหลายมาก กิจกรรมดูนกที่เริ่มต้นในแวดวงของกลุ่มผู้ที่สนใจเป็นงานอดิเรกจากทั่วโลกมาสู่ประเทศไทย ก็เริ่มกลายมาเป็นกิจกรรมพิเศษของผู้ที่รักการท่องเที่ยวธรรมชาติ ไม่เพียงเพราะความสวยงามเท่านั้นนกยังเป็นชีวิตที่น่าสนใจผูกพันธุ์กับเรื่องสภาพแวดล้อมอย่างมาก

    สภาพพื้นที่แหล่งอาศัยของนก
                ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในเขตที่เป็นแหล่งรวมของนกจากเชิงเทือกเขาหิมาลัย พม่า ตอนใต้ของจีน อินโดจีน และนกที่พบทางคาบสมุทรมลายู จึงมีทั้งนกประจำถิ่นและนกย้ายถิ่นเป็นจำนวนมากกว่า 925 ชนิด ซึ่งนับว่ามีจำนวนมากเมื่อเทียบขนาดกับพื้นที่ของประเทศ และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อนกหายากหลายชนิดใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางในการอพยพย้ายถิ่นในฤดูหนาว
               
ก่อนที่จะทราบถึงแหล่งดูนกในประเทศไทย เราควรทราบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเสียก่อนว่ามีแบบใดบ้าง ถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของนกในประเทศไทย พอแบ่งออกเป็น 12
ประเภทได้ดังนี้
   
             1.       ป่าเขาสูง หรือป่าดิบเขา
โดยทั่วไปเรามักยึดหลักกันว่าป่าที่เรียกว่าป่าดิบเขาจะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า
1,000 เมตร พบได้ทั่วไปทุกภาค แต่พบได้มากในภาคเหนือ สภาพป่ามักเป็นป่าทึบ ต้นไม้ไม่สูงมากนัก ในป่าที่สูงมาก ๆ เช่น ตามยอดดอยต่าง ๆ มักมีมอสและเฟิร์นขึ้น แสดงถึงความชื้นในป่านั้นมีสูง นกที่พบในป่าเขาสูงมีหลายชนิด ส่วนใหญ่จะพบได้เฉพาะในป่าประเภทนี้เท่านั้น เช่น นกศิวะหางสีตาล (Chestnut – tailed Minla ) นกกินปลีหางยาวเขียว (Green-tailed Sunbrid ) และนโพระดกคางเหลือง (Golden throated Barbet) เป็นต้น
   
             2.       ป่าดงดิบ
ป่าดงดิบแบ่งออกได้เป็นหลายแบบ เช่น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าดิบฝน ในที่นี้ป่าดงดิบหมายถึงป่าดงดิบที่อยู่ระดับความสูงตั้งแต่
200 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป จนถึงระดับ 1,000 เมตร พรรณไม้จะมีหลายหลากแตกต่างกันไปตามสภาพของดินและภูมิศาสตร์ของป่าดิบนั้น ๆ นกป่าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในป่าประเภทนี้ เช่น นกกา (Great Hornbill) นกพญาไฟใหญ่ (Scalet Minivet) นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้า (Blue-winged Leafbird) และนกเขียวคราม (Asian Fairy - bluebird) เป็นต้น
   
             3.       ป่าเบญจพรรณ
ป่าประเภทนี้เป็นป่ามีความสำคัญแก่นกและสัตว์ป่ามาก เนื่องจากมีความหลากหลายของพรรณไม้ ทำให้มีอาหารหลายอย่างให้สัตว์ได้เลือก มีนกที่น่าสนใจ เช่น พวกไก่ฟ้า
(Pheasants) นกขุนแผนอกสีส้ม (Orange-breasted trogon) นกโพระดกหูเขียว (Green-eared Barbet) เป็นต้น
   
             4.       ป่าเต็งรัง
ป่าเต็งรังเป็นป่าที่ขึ้นในบริเวณที่ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์นัก มีพรรณไม้เด่น เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ทุ่งฟ้า ส้านนกที่พบประจำในป่าเต็งรังคือ พวกนกหัวขวาน
(Woodpeckers) เช่น นกหัวขวานเขียวตะโพกแดง (Black-headed Woodpecker) นกหัวขวานใหญ่สีดำ (White-bellied Woodpecker) และนกป่าอื่น ๆ เช่น นกไต่ไม้ทองสีเม็ดมะขาม (Chestnut-bellied Nuthatch) และนกปีกลายสก๊อท (Eurasian Jay ) เป็นต้น
   
             5.       ป่าในที่ราบต่ำ
ป่าที่อยู่จากระดับน้ำทะเลไปจนถึงที่ระดับความสูง
200 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีเหลืออยู่น้อยในบ้านเรา นกที่พบมีที่น่าสนใจ เช่น นกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney’s Pitta ) นกเงือกดำ (Black Hornbill) นกโพระนกหลากสี (Red-crowend Barbet) และนกขุนแผนตะโพกสีน้ำตาล (Cinnamon – rumped Trogon) เป็นต้น
   
             6.       ป่าลุ่มแม่น้ำ
ป่าลุ่มแม่น้ำกำลังจะหมดไปพร้อม ๆกับการเข้ามาแทนที่ของความเจริญ แม่น้ำหลายสายถูกดัดแปลงให้เป็นเขื่อน ทำให้นกหลายชนิดต้องเดือดร้อน เช่น พวกนกกะเต็น
(Kingfishers) นกยูง (Green Peafow) และพวกนกพญาปากกว้าง (Broadbills) ที่ชอบทำรังใกล้ ๆ น้ำ เช่น นกพญาปากกว้างท้องแดง (Black-and-Red Broadbill) เป็นต้น
   
             7.       ป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง
ป่าชายเลน หรือป่าโกงกางเป็นป่าที่กำลังจะหมดไปจากประเทศไทย เนื่องจากการพัฒนาชายฝั่งทะเลให้เป็นแหล่งเลี้ยงกุ้ง เพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนซึ่งมึความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในท้องทะเลต้องหมดไป นกหลายชนิดก็ได้รับผลกระทบด้วย เช่น นกกะเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล
(Brown-winged Kingfisher) นกฟินฟุท (Masked Finfoot) และนกกระสาคอดำ (Black – necked Stork) ซึ่งกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยในไม่ช้านี้
   
             8.       ทุ่ง-ทุ่งนา
ทุ่งหญ้าที่มีน้ำขัง พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือเรียกว่าท้องทุ่ง
(Marsh) และทุ่งนา (Paddyfields) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของนกหลายชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและย้ายถิ่น เช่น พวกนกเด้าลม (Wagtails) และพวกนกจาบปีกอ่อน (Finches) นกประจำถิ่นที่สำคัญก็เช่นพวกนกกระสาแดง (Purple Heron) นกบางชนิดก็สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น นกกระเรียน (Sarus Crane) เป็นต้น ท้องทุ่งเป็นสภาพที่กำลังถูกคุกคามจากการพัฒนาเช่นเดียวกับแหล่งที่อยู่อาศัยของนกแบบอื่น ๆ
   
             9.       หนอง บึง ทะเลสาบ และแม่น้ำใหญ่
นกน้ำได้อาศัยแหล่งน้ำในการหากิน สร้างรัง วางไข่มีทั้งนกที่เป็นนกประจำถิ่นและย้ายถิ่นเข้ามาในฤดูหนาว เช่น นกเป็ดแดง
(Lesser whisting-Duck) นกอีลุ้ม (Watercock) และนกอีแจว (Pheasant-tailed Jacana ) เป็นต้น เนื่องจากมีประชากรมากขึ้นและมีการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับสภาพและคุณภาพของสิ่งแวดล้อม หนอง บึง และทะเลสาบก็เปลี่ยนไปทำให้นกหลายชนิดอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า
   
             10.    หาดทรายและหาดโคลน
หาดทรายและหาดโคลนตามชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับนกชายเลน
(Waders) นกหลายชนิดกำลังจะหมดไป เช่น นกหัวโตมลายู (Malaysian Plover) นกที่ย้ายถิ่นมาในฤดูหนาว เช่น นกทะเลซ่อมอกแดง (Asian Dowicher) นกหัวโตกินปู (Crab Plover) เป็นต้น นากุ้ง บ่อเลี้ยงปลา และการพัฒนาหาดทรายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นเหตุให้นกที่หากินอยู่ตามหาดทรายและหาดโคลนต้องเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส
   
             11.    ป่าเกาะและทะเล
ป่าเกาะหมายถึงป่าบนเกาะในทะเล ซึ่งเป็นแหล่งพักพิง ที่อยู่อาศัย และแหล่งสร้างรังของพวกนกทะเลหรือนกย้ายถิ่นข้ามทะเล หรือข้ามทวีป เช่น พวกนกโจรสลัด
(Figatebirds) นกนางนวล (Gulls and terns) และนกประจำถิ่น เช่น นกชาปีไหน (Nicobar Pigeon) เป็นต้น
   
             12.    สวนสาธารณะ สวนผลไม้ในเมืองและเมือง
เราคงไม่ลืมว่าเราเห็นและรู้จักนกกระจอกบ้าน
(Eurasian Tree-Sparrow) ก่อนนกชนิดใด ๆเนื่องจากเป็นนกที่ทำรังที่ใต้ซอกหลังคาบ้านเรา และพบเห็นได้ทั่วไปในเมือง นกในเมืองก็ใช้ความเป็นเมืองในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งที่สร้างรังวางไข่ ตัวอย่าง เช่น นกพิราบ นกตีทอง (Coppersmith Barbet) นกสีชมพูสวน (Scarlet-backed Flowerpecker) และนกเอี้ยงสาริกา (Common Myna) เป็นต้น 

                    เริ่มต้นดูนก
              
การดูนกคือจุดเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ธรรมชาตินักดูนกจึงควรเตรียมความพร้อม ทั้งในการตระหนัดกถึงความเป็นผู้ไปเยือนที่ต้องเคารพในสิทธิของสัตว์ป่าซึ่งเปรียบเหมือนเจ้าของบ้าน และการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องราวจากธรรมชาติได้มากที่สุด
               
การเตรียมการดูนกควรจะทำความรู้จักนกในถิ่นที่อยู่ของคุณก่อนโดยการจำนกที่พบเห็นบ่อย ๆ บริเวณบ้าน เพื่อสร้างความชำนาญในการพิจารณาลักษณะและสีสัน กิริยาอาการต่าง ๆ ของนก ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจถึงพฤติกรรมและชีวิตนกได้ดีขึ้น ขั้นต่อมา การเตรียมอุปกรณ์สำหรับดูนก
   
              1.       กล้องส่องทางไกล กำลังขยายที่เหมาะสำหรับดูนกจะอยู่ในช่วง 7x-10x  
                 2.       คู่มือดูนก A Guide to The Birds of Thailand ฉบับสมบูรณ์ในปัจจุบันเรียบเรียงโดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล และคุณฟิลลิป ดี ราวนด์ เปรียบเหมือนตำราที่บอกถึงชื่อและวงศ์ของนก ข้อมูลของนกแต่ละชนิด ลักษณะต่างๆ ของนก นอกจากนี้ก็ยังมี Bird Guide of Thailand โดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล และ Mr.Edward Cronin Dr. ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง อีกเล่มหนึ่งคือ A Field Guide to The Birds of South East Adia ของ Mr.Ben King 
              
3. สมุดบันทึก การจดบันทึกจะทำให้เราเก็บรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับนกไว้ได้ อาจจะวาดภาพประกอบ รวมทั้งระบุสภาพแวดล้อมที่พบเห็นนกในขณะนั้น สถานที่ และวันเวลา
               
ในการจำแนกชนิดของนกนั้น สิ่งสำคัญก็คือ รูปร่าง วิธีที่นกเคลื่อนไหว วิธีกินอาหาร และวิธีการบิน นกทุกชนิดมีลักษณะบอกถึงชนิดของตัวเอง ลักษณะของนกที่ใช้ในการจำแนกชนิดอย่างง่าย ๆ
               
รูปร่าง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราจัดนกที่เห็นอยู่ในกลุ่มหรือวงศ์ที่ถูกต้อง
               
ขนาด เปรียบเทียบขนาดนกที่พบกับนกที่เรารู้จักดีแล้ว
               
จุดเด่น นกหลายชนิดมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่หัว หาง หรือปีก ซึ่งจะมีประโยชน์ในการจำแนกชนิดของนกได้อย่างดี
               
การเคลื่อนไหว ดูว่านกที่พบนั้นเดิน วิ่ง กระโด หรือบินอย่างไร
               
การกินอาหาร การกินอาหารของนกแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน เช่น นกกะรางหัวขวานจะหากินตามพื้นดิน นกโพระดกจะหากินบนต้นไม้ นกจาบคา จับแมลงกินในอากาศ
               
ถิ่นที่อยู่ นับว่าสำคัญมากสำหรับนักดูนกเพราะนกบางชนิดมีถิ่นที่อยู่โดยเฉพาะ เช่น ที่ราบป่าต่ำ บนเขาสูง ป่าชายทะเล เมื่อทราบว่านกชนิดใดชอบถิ่นที่อยู่แบบใดแล้ว ก็จะเป็นการง่ายในการหาดูนกที่ต้องการ
               
เวลาในการดูนก มีนกหลายชนิดย้ายถิ่นเข้ามาในบ้านเราช่วงปลายฝนต้นหนาว หน้าหนาวจึงเป็นช่วงเหมาะที่จะดูนกย้ายถิ่น
               
เวลาในการดูนก มีนกหลายชนิดย้ายถิ่นเข้ามาในบ้านเราช่วงปลายฝนต้นหนาว หน้าหนาวจึงเป็นช่วงเหมาะที่จะดูนกย้ายถิ่น
               
เสียง เป็นวิธีการที่จะบอกได้ว่านกซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ถ้าเราจดจำเสียงนกได้ ก็อาจระบุชนิดของนกได้เลย นอกจากนี้เสียงยังมีประโยชน์ในการจำแนกชนิดของนกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันได้ 

                      การเตรียมตัวไปดูนก
               
การดูนกถือเป็นการเดินทางไปชมธรรมชาติ หรือป่าเขาลำเนาไพรที่เรามักนิยมทำกัน แต่ในการเดินทางไปชมธรรมชาติต้องมีกล้องสองตา (Binoculars) หรือกล้องเทเลสโคป (Telescope) ติดตัวไปด้วย เพื่อช่วยให้เห็นนกได้อย่างชัดเจน เห็นรายละเอียดของรูปร่าง สีสัน และพฤติกรรมต่างๆ ราวกับว่านกที่เราเห็นกำลังเกาะ กระโดด หรือ บินอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา
               
ก่อนออกเดินทางไปดูนกในธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นที่อนุรักษ์ หรือสถานที่ดูนก (Birding Spor) นักดูนกทุกคนควรเตรียมตัวดังต่อไปนี้ เพื่อให้การเดินทางไปดูนกในธรรมชาติได้รับประโยชน์สูงสุด
               
1.
ศึกษาและหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปดูนกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่น เส้นทางที่ใช้เดินทางไปสถานที่ดูนก เส้นทางภายในสถานที่ดูนก พืชพรรณธรรมชาติ และลักษณะภูมิประเทศภูมิอากาศ ลักษณะของที่พัก ซึ่งอาจเป็นบ้านพักหรือต้องกางเต็นท์ รวมทั้งการขออนุญาตเข้าไปใช้พื้นที่ล่วงหน้าด้วย
               
2. ศึกษาชนิดของนกที่อาจพบในสถานที่ที่จะไปดูนก โดยติดต่อขอรายชื่อนกที่สำรวจพบในพื้นที่นั้น ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
               
3. เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดูนกภาคสนามให้พร้อม ได้แก่ กล้องสองตา กล้องเทเลสโคป คู่มือดูนก สมุดบันทึก ปากกา หรือดินสอ ควรตรวจสภาพกล้องสองตาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง
               
4. เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเดินทางไปดูนกในธรรมชาติ เช่น หมวก กระติกน้ำ และอุปกรณ์ส่วนตัวอื่นๆ ถ้าหากเดินทางไปดูนกในช่วงฤดูฝน ควรเตรียมร่ม เสื้อกันฝน และถุงพลาสติกเพื่อใช้ใส่กล่องสองตาไปด้วย
               
5. แต่งกาย หรือจัดเตรียมเสื้อผ้า ซึ่งมีสีสันเข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น เขียว น้ำตาล  น้ำเงิน เทา หรือดำ ไม่ควรใส่เสื้อผ้า หรือหมวกสีขาว หรือสีสดใสอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสีเตือนภัย (Warning Color) เพราะนกสามรถมองเห็นได้แต่ไกลและอาจบินหนีไปก่อนที่เราจะได้เห็นตัว 

                    เทคนิคการดูนกในธรรมชาติ
   
              1.ออกไปดูนกในเวลาเช้าตรู่ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น เพราะนกส่วนใหญ่ชอบออกหากินในเวลาเช้าตรู่ และจะหากินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 10.00 นาฬิกา เป็นต้นไป นกจะออกหากินน้อยลงและเริ่มพักผ่อน พอเวลาประมาณ 14.00 นาฬิกาเป็นต้นไป นกจึงเริ่มออกหากินใหม่และจะหากินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นกกลางคืนเริ่มออกหากิน
   
             2.พยายามหยุดทุก ๆ 5 นาที เพื่อสำรวจดูนกรอบ ๆ ตัว รวมทั้งพยายามฟังเสียงร้องของนกด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าในบริเวณรอบ ๆ ตัวเราในระยะที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า มีนกกี่ตัวกี่ชนิด ชนิดอะไรบ้าง
   
             3.พยายามมองหานกตั้งแต่บนพื้นดินในกอหญ้า พุ่มไม้ ไม้ยืนต้น ตั้งแต่ระดับโคนต้นไม้ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับยอดไม้ และในเรือนยอดทุก ๆ ระดับ รวมทั้งในท้องฟ้าด้วย
   
             4. พยายามส่งเสียงให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด ไอ จาม กระแอม หรือเสียงที่เกิดจากการเหยียบใบไม้แห้ง เพราะนกจะหนีไปเสียก่อนที่จะได้เห็นตัว
           
5. เมื่อเห็นนกด้วยตาเปล่า ไม่ว่านกนั้นจะอยู่ไกลเพียงใด ควรรีบส่องกล้องสองตาดูทันทีเพราะถ้าหากรอให้เข้าไปใกล้มากว่านี้ นกอาจจะหนีไปเสียก่อน ถ้าหากนกยังไม่หนีไปไหน ก็ควรเดินเข้าไปใกล้ ๆ นกให้มากขึ้น เราจะได้เห็นนกได้ชัดเจนขึ้น
           
6. เมื่อเห็นนกไม่ควรแย่งกันดูแต่ควรส่องกล้องสองตาดูนกในตำแหน่งที่แต่ละคนยืน หรือนั่งอยู่ แต่ถ้าไม่เห็นจริง ๆ จึงค่อยเปลี่ยนตำแหน่ง แต่จะต้องเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ การยื่นแขนหรือมือออกไปชี้นกให้คนในกลุ่มดู ควรยกขึ้นช้า ๆ ให้แนบชิดกับลำตัว และชี้ให้คนอื่นดู หรือพูดให้เบาที่สุด
            7. เมื่อเห็นนกควรจดจำรายละเอียดของนกตัวนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ว่ามีสีสันและลวดลายเช่นใด หากจำรายละเอียดได้มากจะช่วยในการจำแนกชนิดของนกได้ง่าย นอกจากนี้ควรจะต้องจดจำพฤติกรรมต่างๆ ของนกด้วย
          
8. การหานกในธรรมชาติเป็นเรื่องที่จะต้องใช้การฝึกฝน เพื่อให้เกิดความชำนาญ ควรเริ่มจากการหานกที่อยู่รอบ ๆ บ้าน แล้วจึงไปดูในสวนสาธารณะ ตามชานเมือง ทุ่งนาแล้วค่อยเข้าไปดูนกตามป่าเขาสำเนาไพร และตามชายทะเล

                องค์กรที่จัดกิจกรรมดูนก
   
             1.   สมาคมอนุรักษ์และธรรมชาติแห่งประเทศไทย (Bird Conservation Society of Thailand)
 เลขที่ 69/12 รามอินทรา 24 แขวงจรเข้บัว ลาดพร้าว กรุงเทพฯ10230 โทรศัพท์ (02) 930-1271,943-5965,519,3385
                2.   มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์
เลขที่
251/88-90 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220 โทรศัพท์ (02) 521-3435,552-2111
                3.  บริษัทเทเลคอมเอเซียคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน
ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ (02) 699-2057
                4.  บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ติดต่อส่วนการศึกษาและพัฒนา โทรศัพท์
(02) 301-2749-50

                    ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักดูนก
                เมื่อกิจกรรมดูนกแพร่หลายออกไปก็จำเป็นต้องมีข้อปฏิบัติที่เป็นหลักเกณฑ์ไปในทางเดียวกัน เพื่อให้นักดูนกทุกคนได้คำนึงถึงความสุขของนกมากที่สุด และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นด้วย นักดูนกทุกคนควรยึดข้อควรปฏิบัติ 9 ประการดังนี้
   
                 1. ความสุขของนกต้องมาก่อน การดูนก การถ่ายภาพ การอัดเสียง รวมทั้งการศึกษาทางวิชาการควรคำนึงเสมอว่าต้องไม่เป็นการรบกวน หรือสร้างความลำบากให้แก่นก
   
                 2. อนุรักษ์แหล่งอาศัยหากินของนกการกระทำกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูนกต้องไม่เป็นการบุกรุกทำลายแหล่งอาศัยหากินของนกจนพื้นที่นั้นเสียหายหรือเสื่อมโทรลงไป
   
                 3.
เมื่อพบนกย้ายถิ่นที่หายาก ต้องนึกอยู่เสมอว่าหากข่าวแพร่ออกไปต้องมีนักดูนกมาดูกันมาก ซึ่งอาจมีผลกระทบอื่น ๆ เพราะอาจทำให้นักดูนกจำนวนมามุ่งไปดูนกที่หายากจนเป็นการรบกวนนก
   
                 4. เมื่อพบนกย้ายถิ่นที่หายาก ต้องนึกอยู่เสมอว่าหากข่าวแพร่ออกไปต้องมีนักดูนกมาดูกันมาก ซึ่งอาจมีผลกระทบอื่น ๆ ตามมา เช่น เป็นการรบกวน รวมทั้งเจ้าของพื้นที่และผู้ที่อยู่ใกล้เคียง พื้นที่ที่นกหากินอาจเกิดความเสียหายหรือเกิดปัญหากับเจ้าของพื้นที่หรือไม่
   
                 5. ปฏิบัติตามกฎหมายอนุรักษ์เสมอไม่ว่าจะไปดูนกยังสถานที่ใด เราควรเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายที่อนุรักษ์นกและพื้นที่นั้นเสมอ
   
                 6. เคารพสิทธิของเจ้าของพื้นที่ ไม่ควรเข้าไปดูนกภายในพื้นที่ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ การไปทุกครั้งควรแจ้งให้เจ้าของพื้นที่ทราบล่วงหน้าเสมอ
   
                 7. เคารพสิทธิของผู้อื่นที่ใช้สถานที่ร่วมกัน ในขณะที่ผู้อื่นดูนกอยู่ ไม่ควรทำให้นกตกใจจนบินหนีไป ต้องคำนึงเสมอว่ามีผู้อื่นที่ใช้สถานที่ร่วมอยู่กับเรา และหากมีผู้อื่นที่ไม่ใช่นักดูนกอยู่ในบริเวณนั้นด้วย ไม่ควรกระทำสิ่งใดที่เป็นการรบกวนกิจกรรมที่เขากำลังดำเนินอยู่
   
                 8. รายงานการพบนกให้หน่วยงานที่เก็บข้อมูลและเจ้าของพื้นที่เก็บไว้ การศึกษาและอนุรักษ์นกในปัจจุบันมีผลมาจากการรายงานการพบนกในปัจจุบันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบ จะเป็นประโยชน์ต่อการดูนก การศึกษา และการอนุรักษ์นกในอนาคต
   
                 9. ปฏิบัติตนเช่นเดียวกับในต่างประเทศ ไม่ว่ากฎหมายของแต่ละประเทศจะบัญญัติไว้ต่างกันเช่นไร
แต่การดูนกก็มีหลักเกณฑ์เหมือนกันทุกแห่ง เพื่อการดูนกจะได้เป็นกิจกรรมสากลในระดับนานาชาติอันจะเป็นผลดีในการร่วมมือกันอนุรักษ์นกต่อไป

                แหล่งดูนกที่สำคัญในประเทศไทย
   
             อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จังหวัดเชียงใหม่
            ครอบคลุมพื้นที่ป่าหลายสภาพมีความสูงตั้งแต่ประมาณ 300-2,565 เมตร  จากระดับน้ำทะเลปานกลาง นกบนดอยอินทนนท์เท่าท่มีการบันทึกเอาไว้มีถึง 384 ชนิด การดูนกบนดอยอินทนนท์ทำได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่ดีจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคมสามารถพบนกทที่น่าสนใจหลายชนิด เช่น นกพญาไฟพันธุ์เหนือ (Long-tailed Minivet) นกปีกแพรสีม่วง (Purple Cochoa) นกจุนจุ๋ (Slaty-bellied Tesia) นกหางรำดำ (Black-headed sibia) นกกินปลีหางยาวเขียว (Green-tailed Sunbrid) นกศิวะหางสีตาล (Chestnut-tailed Minla) นกอีแพรดท้องเหลือง (Yellow-bellied Fantail ) 
           การดูนกอาจเริ่มตั้งแต่กิโลเมตรที่ 10 จนถึงยอดดอยบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งมีจุดที่น่าสนใจ เช่น บริเวณด่าน กม.38 Jeep Track ทางไปอำเภอแม่แจ่ม และกิ่วแม่ปาน
   
             การเดินทาง
           
ตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่-จอมทอง ตรงกิโลเมตรที่  57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1
กิโลเมตร มีทางแยกขวามือไปตามทางหลวง หมายเลข 1009 คือถนนจอมทอง-ดอยอินทนนท์ ระยะทาง 48 กิโลเมตร สำหรับผู้สนใจเรื่องยกสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ได้ที่ร้านลุงแดง เยื้องกับที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอิทนนท์ กิโลเมตรที่ 31 อยู่ทางด้านซ้ายมือ หรือที่ที่ทำการอุทยานฯซึ่งอยู่ทางด้านขวา บ้านพักและจุดกางเต็นท์ติดต่อได้ที่ทำการอุทยานฯ กิโลเมตรที่ 31 ทางขวามือ หรือติดต่อล่วงหน้าได้ที่ส่วนอุทยานแห่งชาติกรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02)561-4292 ต่อ 724-5 

               เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
          
สภาพป่าและดอยเชียงดาวเป็นป่าเบญจพรรณในพื้นล่าง มีป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ ป่าสนผสมป่าเต็งรัง และป่าดิบเขา ส่วนใหญ่จะขึ้นไปดูนกในป่าสนและป่าดิบเขา ซึ่งมีหน่วยพิทักษ์ป่าเด่นหญ้าขัด การดูนกดูได้ตลอดเส้นทางที่ขึ้นไปสู่หน่วยเด่นหญ้าขัด นกที่น่าสนใจเห็นจะเป็นนกไต่ไม้ใหญ่ (Giant Nuthatch) ไก่ฟ้าหางลายขวาง (Hume’s Pheasant) และนกจับแมลงหัวสีฟ้า (Sapphire Fiycatcher) และสามารถหาดูนกปากกบลายดำ (Hodgson’s Frogmouth) ได้ค่อนข้างง่ายกว่าที่อื่น สำหรับนกกินแมลงเด็กแนน (Deignan’s Babbler) ซึ่งพบได้ที่นี่เพียงแห่งเดียวในโลกนั้น ไม่มีรายงานการพบมาหลายสิบปีแล้ว
   
            การเดินทาง
          
จากทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 71-72 จะถึงบ้านแม่นะ ซึ่งมีทางลำลองแยกซ้ายขึ้นไป ป่านบ้านปางโฮ่ง บ้านปางฮ่าง จนถึงทางแยกไปบ้านแม้วสันป่าเกี้ยะระยะทาง 21 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งหน่วยโครงการพัฒนาป่าไม้ที่สูงหน่วยที่ 1 แม่ตะะมาน จากทางแยกบ้านสันป่าเกี้ยะไปทางทิศเหนือมีทางรถไปสู่หน่วยดอยหลวงเชียงดาวที่เด่นหญ้าขัด จากเด่นหญ้าขัดมีทางเดินเท้าผ่านสันเขา ข้ามเข้าสู่หุบดอยเชียงดาว ฤดูกาลที่เหมาะต่อการมาดอยเชียงดาวคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะจะเป็นช่วงที่นกเริ่มย้ายถิ่นมากันแล้ว
         
การติดต่อขออนุญาตขึ้นยอดดอย ติดต่อที่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02) 561-4292 ต่อ 706-7 และหากต้องการลูกหาบ คนนำทางในการขึ้นยอดดอยในเส้นทางสายบ้านแม่นะ ติดต่อได้ที่ร้าน บริเวณถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว

                ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่
           
ตามหุบห้วยในที่ชัน ๆ และตามป่าหญ้า ป่าละเมาะ มีนกที่น่าสนใจหลายชนิด เช่น นกปากนกแก้ว อกลาย (Spot-breasted Parrotbill) นกกะรางอกลาย (Sport-breasted Laughingthrush) นกหัวขวานอกแดง (Crimson-breasted Woodpecker) นกระทาป่าไผ่ (Mountain Bamboo-Partridge) นกปรอดหงอนปากหนา (Crested Finchbill) ส่วนนกชนิดอื่น ๆ นั้น มีไม่ต่ำกว่า 250 ชนิด เส้นทางจากสถานีเกษตรอ่างขางไปหมู่บ้านมูเซอขอบด้ง บ้านนอแล บ้านจีนฮ่อบ้านหลวง เป็นที่พักของบบรรดานกย้ายถิ่นหลายชนิด และบริเวณหลังหน่วยจัดการต้นน้ำแม่เผอะ สภาพป่ายังสมบูรณ์ไม่ควรพลาดในการเข้าไปดูนก
   
             การเดินทาง
           
จากตัวเมืองเชียงใหม่ 180 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ถึงกิโลเมตรที่ 137 มีทางแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นดอยอ่างขางอีกประมาณ 24 กิโลเมตร บนดอยอ่างขางมีรีสอร์ตธรรมชาติอ่างขาง ซึ่งเป็นรีสอร์ตที่อยู่ในบริเวณโครงการหลวง โทรศัพท์ (053) 45-3515-19 และมีบ้านพักของเอกชนอีกหลายแห่งบริเวณด้านหน้า ส่วนเรื่องอาหาร ติดต่อได้ที่สโมสรอ่างขางในโครงการหลวง

               ดอยผ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่
          
อยู่ห่างจากดอยอ่างขางไปไม่ไกลนัก มีความสูงเป็นที่สองรองจากดอยอินทนนท์ คือ สูง 2,285 เมตร เป็นยอดเขาที่มีนกสำคัญ ๆหลายชนิดที่เคยพบ หรือพบได้เฉพาะที่ดอยแห่งนี้เท่านั้น เช่น นกติ๊ดหัวแดง (Black-throated Tit) และนกไต่ไม้สีสวย (Beautiful Nuthatch) นอกจากนั้นยังพบนกปากนกแก้วคิ้วดำ (Lesser Rufous-headed Parrotbill) นกภูหงอนวงตาขาว (Whiskered Yuhina) และนกพิราบป่าอกลาย (Speckled Wood-Pigeon) ซึ่งเป็นนกที่หาดูได้ยากในแหล่งดูนกแห่งอื่น
   
             การเดินทาง
           
จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ระยะทาง 150 กิโลเมตร แล้วมุ่งขึ้นมาทางท่าตอน หรือแม่อายอีกราว 10 กิโลเมตร จะถึงบ้านป่าซาง แยกซ้ายเข้าสู่ที่ทำการหน่วยพัฒนาต้นน้ำลุ่มแม่น้ำสาว ระยะทาง 14 กิโลเมตร และมีเส้นทางต่อไปหน่วยย่อยอีก 5 กิโลเมตร ต่อจากนั้นเป็นเส้นทางเดินเท้าสู่ยอดดอยผ้าห่มปกราว 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 4 ชั่วโมง ติดต่อบ้านพักได้ที่กองอนุรักษ์ส่วนต้นน้ำ กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02) 561-4292 ต่อ 704

                    เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จังหวัดเชียงราย
              
มีลักษณะเป็นหนองน้ำธรรมชาติที่ล้อมรอบด้วยเนินเขา เป็นแหล่งรวมของนกเป็ดน้ำที่ย้ายถิ่นเข้ามาฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมีนาคม เช่น เป็ดเปียหน้าเขียว (Falcated Teal) เป็ดเปีย (Tufted Duck) และเป็ดปากพลั่ว (Northern Shoveler) บริเวณหลังฝายกักน้ำ จะมีเป็ดน้ำมารวมกันอยู่ในตอนกลางวัน ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี อาจพบเป็ดหายากหลายชนิด
   
                 การเดินทาง
               
จากตัวเมืองเชียงรายไปตามเส้นทางพหลโยธินถึง อำเภอแม่จัน ระยะทาง 30 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1016 (แม่จัน-เชียงแสน) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 27 บ้านกู่เต้า แยกขวามือเข้าสู่บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ระยะทาง 1 กิโลเมตร ติดต่อขออนุญาตได้ที่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02) 561-4292 ต่อ 706-7 หรือติดต่อโดยตรงที่สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย บ้านกู่เต้า ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 57150

                    เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก
              
เป็นแหล่งดูนกที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง สามารถดูนกตามป่าริมถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง แหล่งที่ดูนกได้ดีเริ่มจากบริเวณกิโลเมตรที่ 106 เป็นต้นไปถึงกิโลเมตรที่ 130 แต่ช่วงที่ดีมากอยู่ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 115-125 ในช่วงนี้มีนกที่น่าสนใจดังนี้ คือ นกภูหงอนพม่า (Burmese Yuhina) นกปรอดโอ่งหน้าผากเทา (White-throated Buldul) นกปรอดเล็กสีไพลตาแดง (Olive Bulbul) นกระวังไพรปากแดงสั้น (Coral-billed Scimitar -Babber) นกเขาเปล้าหางเข็ม (Pin-tailed Pigeon) และนกหัวขวานจิ๋วคิ้วขาว (White-browed Piculet) เป็นต้น
   
                 การเดินทาง
             
ใช้เส้นทางตาก – แม่สอด ทางหลวงหมายเลข 105 ประมาณกิโลเมตรที่ 70 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง แม่สอด-อุ้มผาง ทางหลวงหมายเลข 1090 ซึ่งควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากถนนมีความคดเคี้ยวมาก ระหว่างทางจะมีจุดพักที่บริเวณกิโลเมตรที่ 84 มีร้านขายอาหารและเครื่องดื่มสำหรับที่พักนั้น อาจแวะเข้าไปพักแรมในอำเภออุ้มผาง ซึ่งมีรีสอร์ตให้เลือกหลายแห่งด้วนกัน

                     เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี
              
มีลักษณะของป่าหลายชนิด เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นป่าที่สามารถพบนกหัวขวานได้หลายชนิด นกที่น่าสนใจมีดังนี้ นกหัวขวานเขียวตะโพกแดง (Black-headed Woodpecker) เหยี่ยวเล็กตะโพกขาว (White-rumped Falcon) นกเงือกคอแดง (Rufous-necked Hornbill) นกยูง (Green Peafowl) นกติ๊ดสุลต่าน (Sultan Tit) ไก่ฟ้าหลังเทา (Kalij  Pheasant) นกจาบคาเคราน้ำเงิน ( Blue-bearded  Bee-eater) นกแว่นสีเทา (Grey Peacock-Pheasant) และนกชนิดอื่น ๆ รวมกันกว่า  370 ชนิด สามารถเดินดูนกได้ตามทางเดินศึกษาธรรมชาติเขาหินแดง ซึ่งเป็นเส้นทางวงแหวน มีจุดเริ่มต้นอยู่ห่างจากที่ทำการฯ ประมาณ 300 เมตร ระยะทางประมาณ 4.5 กิโลเมตร
   
                   การเดินทาง
               
ที่ทำการเขตฯ อยู่ห่างตัวเมืองอุทัยธานีประมาณ 102 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายอุทัยธานี-หนองฉาง-ลานสัก ทางหลวงหมายเลข 3438 ถึงหลัก กิโลเมตรที่ 53-54 เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามทางลูกรังประมาณ 14 กิโลเมตร การเดินทางไปดูนกในห้วยขาแข้งจึงควรติดต่อขออนุญาตจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02)561-4292 ต่อ 706-7 หรือขอจากเขตฯ โดยตรง โดยติดต่อที่ ตู้ปณ. 7 อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี 61160 (ยกเว้นการเดินดูนกตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาหินแดง)

                            ปริมณฑลกรุงเทพฯ
                    สถานที่ตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ
              ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจ คือ นกนางนวลธรรมดา (Brown-headed Gull) นกซ่อมทะเลอกแดง (Asian Dowitcher) นกยางเขียว (Little Heron) นกกระจ้อยป่าโกงกาง (Flyeater) และนกนางนวลแกลบ (Terns) ชนิดต่าง ๆ ในฤดูนกย้ายถิ่น เคยพบนกสำคัญ เช่น นกปากช้อนหน้าดำ (Black-Faced Spoonbill) นกแซวสวรรค์หางดำ (Japanese Paradise -flycatcher) และเป็ดพม่า (Ruddy Shelduck)  
   
                 การเดินทาง
               
สถานตากอากาศบางปูอยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ริมถนนสุขุมวิท ประมาณกิโลเมตรที่ 37 ตรงข้ามกับนิคมอุตสาหกรรมบางปู ชายทะเลบ้านกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร มีนกชายเลนเริ่มทยอยย้ายถิ่นเข้ามาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายนแทบทุกชนิด นักดูนกจะได้พบนกตีนเทียน (Black-winged Stilt) นกหัวโตทรายเล็ก (Lesser Sand-Plover) นกอีก๋อยเล็ก (Whimbrel) นกทะเลขาแดงลายจุด (Spotted Redshank) นกชายเลนปากโค้ง (Curlew Sandpiper) นกพลิกหิน (Ruddy Turnstone) และฝูงนกนางนวลแกลบ (Terns) หลายชนิด และหากโชคดีอาจได้พบนกใหม่ Pie Avocet นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากในโลก 3 ใน 51 ชนิด ที่ขึ้นบัญชีไว้ใน  Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน (Spoon-billed Sandpiper ) นกทะเลขาเขียวลายจุด (Nordmann’s Greenshank) และนกซ่อมทะเลอกแดง (Asian Dowitcher) 
               
วิธีดูนกชายเลนที่ดีที่สุดคือปักหลักรอดูขณะน้ำลงจะเห็นนกนับหมื่นตัวกระจายกัยอยู่ แต่เมื่อน้ำขึ้น นกจะค่อย ๆขยับเข้าใกล้ ซึ่งนอกจากกล้องสองตาแล้ว ควรจะติดเทเลสโคปไปด้วย
                       การเดินทาง

               
ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 51 ถนนพระราม 2 เขตตำบลนาโคก อำเภอเมืองฯจังหวัดสมุทรสาคร ถ้าขับรถออกจากกรุงเทพฯมุ่งหน้าไปมหาชัย ทางแยกเข้าทะเลกาหลงจะมีป้ายบอกทางไปวัดกาหลง ผ่านสะพานข้ามคลองสุนัขหอน จำมีทางกลับรถ เลี้ยวไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงวัดกาหลง จากวัดกาหลง มีทางแยกเล็ก ๆ ด้านขวามือ ข้ามทางรถไฟจะเห็นนาเกลือ เริ่มต้นดูนกได้จากจุดนี้จนถึงชายทะเล ระยะทางราว 3 กิโลเมตร 

                        วัดไผ่ล้อม จังหวัดปทุมธานี
                เป็นแหล่งที่นกปากห่าง (Asian Openbill) ทำรังวางไข่ นอกจากนี้ยังพบนกกะเต็นหัวดำ (Black-capped Kingfisher) นกเด้าลมดง (Forest Wagtail) นกเค้าจุด (Spotted Owlet) บางครั้งอาจพบนกกระทุง (Spot-billed Pelican) และนกกุลา (Black-headed Ibis) ในช่วงฤดูย้ายถิ่น แหล่งที่พบนกปากห่างอาศัยอยู่มากอีกแห่งหนึ่งคือสวนนกท่าเสด็จหรือที่เรียกติดปากว่าบ้านลุงจอม อยู่ที่บ้านท่าเสด็จ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอาจได้พบนกกุลาหรือนกช้อนหอยขาวได้ด้วยเช่นกัน
   
                 การเดินทาง
               
ใช้เส้นทางถนนสายปทุมธานี-สามโคก เลยที่ว่าการอำเภอสามโคกถึงวัดสามัคคียาราม แล้วลงเรือข้ามฟากไปวัดไผ่ล้อม หรทอจะนั่งรถสองแถวสายไปวัดไผ่ล้อมจากหัวถนนติวานนท์ (ทางหลวงหมายเลข  306 ) ถึงสามแยก เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 346 ประมาณ 1 กิโลเมตร ทางซ้ายมือมีทางราดยางเข้าสู่วัดเสด็จและวัดไผ่ล้อม ระยะทาง 15 กิโลเมตร ไปลงที่หน้าวัดไผ่ล้อม

                       อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
               
มีการพบนกในราว 296 ชนิด อาศัยหากินในพื้นที่อุทยานฯโดยเฉพาะบริเวณทุ่งสามร้อยยอด ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) เช่น นกกาบบัว (Painted Stork) นกกระสาแดง (Purple Heron) เป็ดหางแหลม (Northern Pintail) นกอินทรีปีกลาย (Greater Spotted Eagle ) นอกจากนี้บริเวณที่ทำการฯก็สามารถพบนกจาบคาหัวสีส้ม (Chestnut-headed Bee-eater) นกกะรางหัวขวาน (Hoopoe) เหยี่ยวนกออก (White-bellied Sea-Eagle) และหากขับรถไปตามเส้นทางวงรอบอุทยานฯจะผ่านนากุ้ง หาดชายเลน อาจหยุดดูนกชายเลนไปเรื่อย ๆได้
   
                 การเดินทาง
               
จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถึงสี่แยกปราณบุรีแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายปากน้ำ ปราณบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตร  จะเห็นป้ายบอกทางไปอุทยานฯให้เลี้ยวขวาไปตามถนน รพช. ซึ่งเป็นถนนราดยางอีกประมาณ 31 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการฯ อีกเส้นทางหนึ่งคือ จากทางหลวงหมายเลข 4 เมื่อถึงหลักกิโลเมตรที่ 276.5 (บ้านสำโหรง ) ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนน รพช. อีก 14 กิโลเมตร หากเดินทางโดยรถทัวร์ หรือรถไฟ ลงรถ ที่อำเภอปราณบุรี จากนั้นขึ้นรถรับจ้างไปที่ทำการ ในบริเวณที่ทำการฯ เขาแดงมีบ้านพัก 3 หลัง และร้านอาหาร เช่นเดียวกับบริเวณหาดแหลมศาลา  ควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 2 อาทิตย์ ติดต่อที่ส่วนอุทยานแห่งชาติ  กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02) 561-4292- ต่อ 724-5

                                            ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคตะวันออก

                    บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสววรค์
               
ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคม จะมีนกเป็ดน้ำหลากชนิดย้ายถิ่นเข้ามาในฤดูหนาว รสมทั้งเป็นแหล่งหากิน สร้างรัง วางไข่ของนกน้ำในภาคกลาง นกที่เคยพบที่บึงบอระเพ็ดและคาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วคือนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (White-eyedd River-Matin) ส่วนนกที่ยังพบได้และจะย้ายถิ่นเข้ามาฤดูหนาว คือ นกเป็ดแดง (Lesser Whistling-Duck) นกเป็ดลาย (Garganey) นกเป็ดดำหัวดำ (Baer’s Pochard) เป็ดหางแหลม (Northern Pintail) นกคู๊ท (Eurasian Coot) และเป็นนกประจำถิ่นอย่างนก อีแจว (Pheasant-tailed Jacana) นกอีโก้ง (Purple Swamphen) นกเป็ดผีเล็ก (Little Grebe) นกยางโทนใหญ่ (Great Egret) นกกาน้ำเล็ก (Little Cormorant) นอกจากนี้ยังมีเป็ดอื่น ๆไม่ว่าจะเป็นเป็ดหงส์ (Comb Duck ) เป็ดเปีย (Tufted Duck ) นกอัญชันคิ้วขาว ( White-browed Crake )  
   
                 การเดินทาง
               
จากกรุงเทพฯ ไปตามถนนสายเอเชีย ก่อนข้ามสะพานเดชาติวงศ์ จังหวัดนครสวรรค์ เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3004 สู่อำเภอท่าตะโก ประมาณ 21 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ที่ทำการอุทยานนกน้ำ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร สามารถหาเช่าเรือออกไปดูนกได้ที่ร้านขายอาหารบริเวณนั้น (จากป้อมยามเลี้ยวขวาเข้าไป) มีบ้านพักรับรอง 4-5 หลัง ติดต่อได้ที่ทำการฯ โดยตรง (จากป้อมยามเลี้ยวซ้าย)

                    เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ
               
สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ทุ่งหญ้า และป่าเต็งรัง รวมทั้งเต็งรังผสมป่าสนเขาธรรมชาติ สภาพเช่นนี้ทำให้มีการพบนกได้ไม่ต่ำกว่า 360 ชนิด  นกที่น่าสนใจก็เห็นจะเป็น นกอ้ายงั่ว (Oriental Darter) เป็ดเก่า (White – winged Duck) นกขมิ้นปากเรียว (Slender – billed Oriole) ซึ่งทำรังวางไข่ที่ป่าแห่งนี้ ไก่ฟ้าหลังขาว (Silver Pheasant) และไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback) นกหัวขวานชนิดต่าง ๆ เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ (Black Baza) ซึ่งเป็นนกประจำถิ่นที่ป่านี้ด้วยเช่นกัน นกที่อาศัยอยู่ตามพื้นดินชนิดที่น่าสนใจก็มีนกกระทาทุ่ง (Chinese Francolin) นกแต้วแล้วหูยาว (Eared Pitta) และนกโกโรโกโส (Coral-billed Ground-Cuckoo) บริเวณที่เหมาะสมสำหรับดูนกอีกแห่งคือ ทุ่งกะมัง ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขียวขจีล้อมรอบด้วยภูเขา
   
                 การเดินทาง    
              จากจังหวัดชัยภูมิใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 201 (ชัยภูมิ-ชุมแพ) อยู่บนเส้นทางที่เข้าเขื่อนจุฬาภรณ์ ทางหลวงหมายเลข 2055 ระหว่างกิโลเมตรที่ 24-25 ทางด้านซ้ายมือ พื้นที่ครอบคลุมเขตป่าของอำเภอคอนสาร เกษตรสมบูรณ์ และหนองบัวแดง การเข้าไปดูนกควรขออนุญาตจากหัวหน้าเขตฯ ที่ประตูทางเข้าก่อน เนื่องจากเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทีไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการที่ทุ่งกะมังมีบ้านพักของเขตฯ หรือจะขออนุญาตกางเต็นท์นอนข้างบึงใหญ่ก็ได้ติดต่อล่วงหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02) 561-4292 ต่อ 706-7 

                    อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
              
ป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่าเต็งรัง มีนกชุกชุมกว่า 350 ชนิด ที่น่าสนใจและพบบ่อย เช่น นกขุนแผนหัวแดง (Red – headed Trogon) นกแต้วแล้วสีน้ำเงิน (Blue Pitta) นกหกเล็บปากแดง (Vernal Hanging Parrot) นกกะเต็นลาย (Banded Kingfisher) นกโพระดกคอสีฟ้าเคราดำ (Moustached Barbet) นกกก (Great Hornbill) นกพญาไฟใหญ่ (Scarlet Minivet) ส่วนนกที่ค่อนข้างหายากและหาดูได้ยาก แต่หาดูได้ที่เขาใหญ่ เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback) นกโกโรโกโส (Coral-billed Ground-Cuckoo) นกยางลายเสือ (Malayan Night - Heron) และนกอ้ายงั่ว (Oriental darter) เป็นต้น
   
                 จุดดูนกที่ดีในเขาใหญ่ มีดังนี้ บริเวณรอบ ๆ ที่ทำการอุทยานฯ เส้นทางหมายเลข 6 (ทางมอสิงโต) บริเวณกิโลเมตรที่ 45-ผากล้วยไม้ บริเวณน้ำตกแหวสุวัต ทางเดินเท้า-วังจำปี-หนองผักชี ด่านช้าง และในบริเวณจุดชมวิวทางลงไปปากช่อง ซึ่งจะพบนกได้ค่อนข้างมากกว่าจุดอื่น ๆ
   
                 การเดินทาง
             
ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 สู่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  แล้วเลี้ยวขวาระหว่างกิโลเมตรที่ 165-166 ขึ้นเขาไปอีก 40 กิโลเมตร หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 33 (นครนายก-อรัญประเทศ) ไปประมาณ 21 กิโลเมตร ถึงสี่แยกเนินหอม จังหวัดปราจีนบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3077 ไปอีก 45 กิโลเมตร มีจุดกางเต็นท์บริเวณผากล้วยไม้ หรือหากไปเป็นกลุ่มคณะ อาจทำหนังสือติดต่อไปที่ส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02) 561-4292 ต่อ 724-5 เพื่อขอพักที่ค่ายพักเยาวชนได้

                      อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 
               
สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าละเมาะ ป่าชายฝั่งแม่น้ำ และแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีรายงานการพบนกล่าสุดถึงกว่า 400 ชนิด ความพิเศษของนกที่นี่คือเป็นแหล่งรวมของนกจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ตั้งแต่นกที่พบบนยอดสูงจนถึงนกในป่าต่ำ จุดที่ดูนกได้ดีในอุทยานฯเริ่มจากบริเวณที่ทำการอุทยานฯซึ่งอาจพบนกที่น่าสนใจ เช่น นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง (Common Frameback)  นกโพระดกหูเขียว (Green-eared Barbet) นกโพระดกคางแดง (Red-throated Barbet) นกเงือกหัวหงอก (White-crowned Hornbill) นกพญาปากกว้างสีดำ (Dusky Broadbill) นกจาบคาเคราแดง (Red-beared Bee-eater) นกเค้าหน้าผากขาว (White-fronted Scops-Ow) นกแต้วแล้วหูยาว (Eared Pitta) สำหรับนกกะลิงเขียดหางหนาม (Ratchet-tailed Treepie) ทำเลที่พบบ่อย คือ กิโลเมตรที่ 27-29 ว่ากันว่าหากอยากดูนกบนดอยสูง ที่กิโลเมตรที่ 27 มีนกถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นนกชนิดเดียวกับที่ดอยอินทนนท์และอุ้มผาง และหากเดินตามถนนใต้ร่มป่าดงดิบชื้นด้านล่าง จะพบนกป่าต่ำ เส้นทางดูนกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกตั้งแต่กิโลเมตรที่ 1-17 เป็นส่วนของป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ และป่าดงดิบในที่ราบต่ำ ส่วนที่สองตั้งแต่กิโลเมตรที่ 18-36 ซึ่งเป็นป่าดิบผสมป่าเบญจพรรณและป่าดิบเขา
   
                     การเดินทาง
              
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี 53 กิโลเมตร ไปได้ 2 ทางคือ ไปทางอำเภอท่ายาง โดยขับรถต่อไปอีกราว 30 กิโลเมตร หรือไปตามทางหลวงหมายเลข 4 ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 186-187 จะมีทางแยกขวามือเข้าไปตามทางอีกประมาณ 30 กิโลเมตร ทางอุทยานฯจะเปิดให้รถขึ้นลงเป็นเวลา คือ ขึ้นเขาขาไปช่วงเวลา 08.00-11.00 นาฬิกา และกลับลงมาช่วง 13.00-16.00 นาฬิกา มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์บริเวณอ่างเก็บน้ำ ลานกางเต็นท์บริเวณกิโลเมตรที่ 15 หรือที่เรียกว่าแคมป์บ้านร่างและกิโลเมตรที่ 30

                        เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี
               
นกที่ป่าเขาสอยดาวมีไม่ต่ำกว่า 276 ชนิด ที่สำคัญและพบเฉพาะในป่าของจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น คือ ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูรณ์และนกกระทาดงจันทบูรณ์ (Chestnut-head Partridge) นอกจากนี้ยังมีนกที่น่าสนใจ ได้แก่ นกสาริกาเขียวหางสั้น (Eastern Green Magpie) นกนิลตวาท้องสีส้มพันธุ์จีน(Fukien Niltava)  
   
                  นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำเงิน(Blur-rumped Pitta) และยังมีนกแต้วแล้วหูยาว (Eared Pitta)ไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback ) นกแสกแดง (Bay Owl) นกเค้าใหญ่พันธุ์เนปาล (Spot-bellied Eagle-Owl)  
   
                 การเดินทาง
             
จากจังหวัดจันทบุรี มาตามทางหลวงหมายเลข 317 ที่มุ่งสู่จังหวัดสระแก้ว ผ่านอำเภอโป่งน้ำร้อน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 22 ก่อนถึงตลาดประตงจะมีทางแยกซ้ายเข้าไปทางลูกรังอีก 4 กิโลเมตร ถึงที่ทำการเขตฯมีบ้านพักของเขตฯติดต่อล่วงหน้าที่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ โทรศัพท์ (02)561-4292 ต่อ 706-7

                            ภาคใต้

                    ป่าโกงกางและชายทะเลหน้าเมืองกระบี่จังหวัดกระบี่
   
                 การดูนกที่นี่จะใช้เรือเป็นพาหนะ จะพบนกกระเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล (Brown-winged Kingfisher) นกแต้วแล้วป่าโก่งกาง (Mangrove Pitta) นกโกงกางหัวโต (Mangrove Whistler) นกกะเต็นแดง (Ruddy Kingfisher) นกหัวขวานใหญ่สีเทา (Great Slaty WoodPecker) และนกกินปลีคอสีทองแดง(Copper-throaled Sunbird) ถ้าเข้าไปจะเป็นคลองเล็กๆ ที่พบนกเด่นที่สุดคือนกฟินฟุท (Masked Finfoot) ช่วงเดือนพฤษภาคม เวลาใกล้ขึ้น 15 ค่ำ หรือแรม 15 ค่ำ จะเป็นช่วงที่ดี เพราะน้ำจะลงมากนกต่างๆ จะออกมากินกุ้ง หอยตามริมตลิ่งเวลาที่พบนกมากๆ คือช่วงเช้าและเย็น
   
                  การเดินทาง
              
เรือที่จะพาไปดูนกของบังไต๋เป็นที่รู้จักกันดีของนักดูนก ติดต่อนัดหมายบังไต๋ได้ที่จันทร์เพ็ญทัวร์ 145 ถนนอุตรกิจ จังหวัดกระบี่ 81000 โทรศัพท์ (075) 61-2004 หรือ (01) 677-4464

                    เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามหรือเขานอจู้จี้ จังหวัดกระบี่
   
                 พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น มีป่าชั้นรองและป่าดั้งเดิมป่ารอบ ๆเขานอจู้จี้นี้เป็นป่าที่ราบต่ำแห่งสุดท้ายอันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney’s Pitta) ที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งนกชนิดอื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 307 ชนิด เช่น นกแซวสวรรค์(Asian Paradise-flycatcher) นกเงือกดำ (Black Hornbill) นกปรอดดำปีกขาว (Black-and-White Bulbul) นกแต้วแล้วยักษ์ (Giant Pitta) นกเปล้าหน้าแดง (Jambu Fruit-Dove) นกจู๋เต้นลาย(Striped Wren-Babbler) ไก่ฟ้าหน้าเขียว(Crested Fireback) และนกพญาปากกว้างท้องแดง (Black-and-Red Broadbill) เป็นต้น
   
                 การเดินทาง
   
                 ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านแยกที่จะเข้าตัวเมืองกระบี่ลงไปทางจังหวัดตรังประมาณ 32 กิโลเมตร ก่อนถึงอำเภอคลองท่อม เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4038 เพียงเล็กน้อยจะเห็นป้ายบอกทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม แยกไปตามป้ายบอกทางเป็นระยะ ๆราว 17 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านบางเดียว อันเป็นที่ตั้งของที่ทำการเขตฯ รวมทั้งสำนักงานโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ ที่สามารถสอบถามข้อมูลได้

                    อุทยานแห่งชาติทะเลบัน จังหวัดสตูล
   
                 นับเป็นแหล่งดธนกที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในภาคใต้เป็นดงดิบและมีป่าที่ราบต่ำอยู่บ้างไม่มากนัก นกที่สนใจของทะเลบัน คือ นกเงือกหัวแรด (Rhinoceros Hornbill) นกชนหิน (Helmeted Hornbill) นกกางเขนน้ำหลังแดง (Chestnut-naped Forktail) นกแต้วแล้วลาย (Banded pitta) นกหัวขวานหลังสีส้ม (Orange-backed Woodpecker) นกปลีกล้วยปากยาว(Long-billed Spiderhunter) เป็นต้น
   
                 การเดินทาง
   
                ช่วงที่เหมาะสมสำหรับเดินทางคือช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายน การเดินทางจากตัวเมืองสตูลใช้ทางหลวงหมายเลข  406  ระยะทาง 19  กิโลเมตร ถึงสามแยกควนสตอเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 4184 ไปอีก 20 กิโลเมตร หากไปจากอำเภอหาดใหญ่ให้ย้อนขึ้นไปทางอำเภอรัตภูมิ และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 406 ระยะทาง 80 กิโลเมตร ถึงสามแยกควนสตอแล้วเลี้ยวซ้าย สอบถามโดยตรงได้ที่อุทยานแห่งชาติทะเลบัน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล 91160

                    เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย
               
เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภาคใต้ นกที่น่าสนใจ คือ นกกุลา (Black-headedlbis) นกกาบัว (Painted Stoek) และเป็นแหล่งที่นกกระสาแดง (Purple Heron) ทำรังวางไข่จุดดูนกเริ่มได้ตั้งแต่สะพานไม้ทางเดินสู่ที่ทำการฯและบ้านพัก นกประจำถิ่นที่ต้องพบแน่นอน คือ นกอีโก้ง (Purple Swamphen) นกพริก (Bronze-winged Jacama) นกอีล้ำ (Common Moorhen) นกยางความ (Cattle Egret) และนกยางกรอกพันธุ์จีน (Chinese Pond-Heron) ที่ศาลาจะมีเรือหางยาวไว้ให้เช่าออกไปดูนกข้างนอก สอบถามรายละเอียดได้จากเจ้าหน้าที่ในที่ทำการฯ สำหรับนกเป็ดน้ำจะเริ่มย้ายถิ่นมาในเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน
   
                 การเดินทาง
   
            ใช้ทางหลวงหมายเลข 41 สู่จังหวัดพัทลุง แยกขวาเข้าอำเภอควนขนุน ตามทางหลวงหมายเลข 4048 ผ่านบ้านปากคลอง ถึงบ้านทะเลน้อย ประมาณ 20 กิโลเมตร ถนนจะสุดที่บริเวณเขตห้ามล่าฯพอดี

                    เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง
             
เป็นแหล่งดูนกชายเลนที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้นกย้ายถิ่นจะเริ่มมากันในฤดูหนาวคือ ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายน ที่สำคัญก็คือนกหัวโตกินปู (Crab Plover) ซึ่งมักพบในเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม นกทะเลขาเขียวลายจุด (Nordmann’s Greenshank) และนกชายเลนกระหม่อนแดง (Sharp-tailed Sandpiper) บนเกาะลิบงยังมีนกที่น่าสนใจอีก เช่น นกเค้าป่าหลังจุด (Spotted Wood-Owl) นกจาบคาคอสีฟ้า (Blue-throated Bee-eater) นกแต้วแล้วป่าโกงกาง (Mangrove Pitta) และนกเปล้าคอม่วง (Pink-necked Pigeon) 
   
            จุดเฝ้าดูนกดีที่สุดคือบริเวณหาดตูบ หรือจะดูที่แหลมจูโหย หรือนั่งเรือไปหาดพานช้างก็ได้ ถ้าให้ดีควรอยู่ในช่วง 8 ค่ำ เพราะน้ำจะขึ้นช้าลงช้า มีเวลาให้รอดูนกได้นาน ส่วนพวกนกป่าก็หาดูได้ตามเส้นทางหลังที่ทำการเขตฯ
   
                 การเดินทาง
              
การเดินทางสู่หมู่เกาะแถบทะเลตรังมีช่วงเวลาที่เหมาะสมคือตั้งแต่ เดือนธันวาคม – เมษายน ติดต่อขอข้อมูล หรือที่พักบนเกาะลิบงได้ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิง ตู้ ปณ. 5 ปทจ. กันตัง จังหวัดตรัง 92110 โทรศัพท์ (075) 25-1932 โดยเดินทางจากอำเภอเมืองฯ ไปอำเภอกันตังตามทางหลวงหมายเลข 403

                    ป่าพรุสิรินธร จังหวัดนราธิวาส
               ป่าผืนนี้เป็นป่าที่มีความพิเศษในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งชนิดของนกที่พบด้วย ปัจจุบันมีการทำทางเดินเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติโดยศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร ระยะทาง 1,200 เมตร นกในป่าพรุที่น่าสนใจ เช่น นกกางเขนดงหางแดง (Rufous-tailed Shama) นกเค้าแดง (Reddish Scops-Oel) นกขุนแผนท้ายทอยแดง (Red-naped Trogon) นกเขนน้อยปีกดำ (Black – winged Flycatcher-Shrike) นกกินแมลงหัวดำ (Sooty-capped Babbler) นกเปล้าใหญ่ (Large Green Pigeon) และนกกินแมลงหลังฟู (fluffy-backed Tit-Babbler) เป็นต้น
   
                 การเดินทาง
             
จากอำเภอสุไหงโก-ลก ใช้ทางหลวงหมายเลข 4057 สุไหงโก-ลก –ตากใบ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 5 เลี้ยวซ้ายตรงแยกชวนะนันท์ เข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตรตามป้ายบอกทาง หากไม่ได้นำรถมาเองใช้บริการรถรับจ้างจากตัวอำเภอสุไหงโก-ลกก็ได้ เส้นทางศึกษาธรมชาติป่าพรุสิรินธรนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันโดยไม่เก็บค่าบริการ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 นาฬิกา ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร ตู้ ปณ.37 อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส 96120