หลักเกณฑ์การพิจารณาว่า :

สัตว์ป่าชนิดใดเหมาะสมที่จะทำการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ 

            การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในเชิงพาณิชย์เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมานานมากในวงการอนุรักษ์สัตว์ป่า จวบจนทุกวันนี้ก็ยังหาข้อยุติที่ชัดเจนร่วมกันในสังคมไม่ได้ เพราะฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสัตว์ป่าต้องอยู่ในป่า มนุษย์ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือจัดการใด ๆ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการหาประโยชน์จากสัตว์ป่า ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าความความเห็นแรกก็ถูกต้องแต่เมื่อแหล่งกำเนิดของสัตว์ป่าเหล่านั้นถูกบุกรุกจนเหลือน้อยลงทุกวัน ก็ควรที่จะต้องดำเนินการบางสิ่งบางอย่างลงไปรวมทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าด้วย อย่างไรก็ตามกฏหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแก้ไขใหม่ในปี 2535 ก็ได้ออกมาแล้วโดยเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งในการแก้ไขได้ระบุว่าเพื่อสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแต่ในทางปฏิบัติกลับปรากฏว่ายังมีปัญหาซ่อนอยู่มากมายที่ยังต้องถกเถียงหาข้อยุติ

            ประเด็นข้อถกเถียงที่สำคัญประการหนึ่งในเรื่องดังกล่าวก็คือประเด็นที่ว่าจะนำหลักเกณฑ์ใดมาใช้ในการพิจารณาว่า สัตว์ป่าชนิดใดสมควรที่จะนำมาเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งได้มีการจัดประชุมสัมมนาร่วมกันทั้งภาครัฐ  ภาคเอกชน และองค์การเพื่อการอนุรักษ์ต่าง ๆ มาแล้วหลายครั้งหลายโอกาส แต่ก็ยังหาข้อยุติที่จะสามารถนำไปปฏิบัติได้โดยสะดวกและชัดเจนไม่ได้

            เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการพิจารณาสรรหาหลักเกณฑ์สำหรับจุดประสงค์ข้างต้น จึงใคร่ขอนำเสนออีกแนวความคิดหนึ่งดังนี้

            ก่อนอื่นควรจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าในเชิงพาณิชย์นั้น สำหรับสินค้าทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่สัตว์ป่าหรือพืชป่า ในการจะซื้อจะขายสินค้าจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ส่วนคือ

            ส่วนที่  1  อุปสงค์ หรือ Demand   หมายถึงความต้องการซื้อสินค้านั้น ๆ

            ส่วนที่  2  อุปทาน หรือ Supply     หมายถึงความสนองขายสินค้านั้น ๆ ให้แก่ผู้ต้องการซื้อหรืออาจหมายถึงตัวสินค้าที่จะนำมาขายให้แก่ผู้ต้องการซื้อนั่นเอง

            จากองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนแรกจะเห็นได้ว่าเมื่อมีผู้อยากได้หรือมีความต้องการซื้อสินค้า (มีอุปสงค์หรือ  Demand เกิดขึ้น) ผู้ที่เห็นโอกาสที่จะได้กำไรก็จะพยายามจัดหาสินค้านั้น ๆ มาขายให้ (สร้างอุปทานหรือ Supply ให้เกิดขึ้น) โดยที่การจัดหาสินค้ามาขายให้นั้นอาจทำได้โดยบุคคลผู้นั้นดำเนินการผลิตเองหรือไปเอามาจากผู้ผลิตอื่นอีกทีหนึ่งซึ่งรวมไปถึงการเก็บเกี่ยวเอาจากธรรมชาติโดยตรงด้วย  ซึ่ง การผลิต (Production) หรือการจัดหาสินค้าดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นตัวแปรหรือองค์ประกอบที่สำคัญ

            ส่วนที่  3  ที่จะทำให้เกิดหรือไม่เกิดการขายได้ (เกิดหรือไม่เกิดอุปทาน)

            จากองค์ประกอบ 3 ส่วนข้างต้นสามารถนำมาพิจารณาความสัมพันธ์ได้ตามตารางดังนี้

อุปสงค์

การผลิต

อุปทาน

มีความต้องการซื้อ

มีความต้องการซื้อ

ไม่มีความต้องการซื้อ

ไม่มีความต้องการซื้อ

ผลิตได้

ผลิตไม่ได้

ผลิตได้

ผลิตไม่ได้

เกิดการขาย

ไม่เกิดการขาย

ไม่เกิดการขาย

ไม่เกิดการขาย

            จะเห็นได้ว่าการขายจะเกิดขึ้นได้เพียงกรณีเดียวเท่านั้นคือ เมื่อมีผู้ต้องการซื้อสินค้าและมีผู้ที่สามารถผลิตหรือจัดหาสินค้านั้นมาขายให้แก่ผู้ต้องการซื้อได้

            จากกรณีสินค้าทั่วไปถ้าเปลี่ยนมาเป็นสินค้าที่เป็นสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันที่สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลายลงอย่างมากมาย ดังที่ทราบกันอยู่ หากจะนำหลักการตลาดทั่ว ๆ ไปข้างต้นมาใช้ ก็คงจะเท่ากับเป็นการเร่งให้สัตว์ป่าลดน้อยลงจนถึงขั้นสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีผู้ขายบางกลุ่มบางคนที่ใช้วิธีจัดหาสินค้าสัตว์ป่าเหล่านั้น โดยการล่าออกมาจากป่าโดยตรง แนวทางหนึ่งที่จะช่วยได้คือจะต้องนำประเด็น ความหาง่าย / หายาก หรือความใกล้สูญพันธุ์ ของสัตว์ป่าแต่ละชนิดเข้ามาพิจารณาประกอบอีกประเด็นหนึ่งเพื่อกลั่นกรองว่าสัตว์ป่าชนิดใดควรหรือไม่ควรให้ผลิตหรือเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้

            ดังนั้นหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าสัตว์ป่าชนิดใดควรหรือไม่ควรที่จำนำมาเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ตามแนวความคิดในบทความนี้ก็คือจะต้องพิจารณาจาก องค์ประกอบหลัก 3 ประเด็น คือ:

            ประเด็นที่  1  มีความหาง่าย / หายาก  หรือมีความใกล้สูญพันธุ์เพียงใด ( Rare?) ความหมายของประเด็นนี้ครอบคลุมทั้งสัตว์ป่าที่ยังคงมีอยู่ในแหล่งกำเนิดเดิมและสัตว์ป่าที่อยู่ภายใต้การเพาะเลี้ยงหรือการจัดการชองมนุษย์ ทั้งนี้เพราะในภาวะปัจจุบันสภาพป่าหลาย ๆ ประเภทในหลาย ๆ แห่งชองโลก ได้ถูกทำลายลง แต่การอนุรักษ์สัตว์ป่านั้นมีเป้าหมายที่จะดำรงชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าทุกชนิดในโลก ให้คงอยู่ต่อไป ดังนั้นแม้ว่าสภาพป่าบางประเภทที่เป็นแหล่งกำเนิดชองสัตว์ป่าบางชนิดจะถูกทำลายหมดไปจนทำให้สัตว์ป่าชนิดนั้น ๆ ต้องตกอยู่ในภาวะใกล้จะสูญพันธุ์หรือหายากเข้าทุกขณะก็ตาม ก็มิใช่ จะสรุปเอาว่าห้ามไปเตะต้องหรือจัดการใด ๆ รวมถึงห้ามนำมาเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ ในทางตรงกันข้ามกลับจะต้องเร่งค้นคว้าหาทางขยายพันธุ์ต่อไปให้เร็วที่สุดเพราะสัตว์ป่าไม่ใช่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่จะอนุรักษ์ได้โดยเก็บไว้เฉย ๆ แต่สัตว์ป่ามีอายุขัยและวัยเจริญพันธุ์ซึ่งถ้าตัวของมันเองตายไปหรือผ่านช่วงวัยเจริญพันธุ์ดังกล่าวนี้ไปแล้วก็จะไม่มีโอกาสขยายพันธุ์ของมันได้อีกต่อไป จนอาจถึงขั้นสูญพันธุ์ได้ในทีสุด

            ประเด็นที่   2  มีอุปสงค์หรือมีความต้องการซื้อหรือไม่เพียงใด ( Demand? ) ความหมายของประเด็นนี้คือการพิจารณาว่าจะมีตลาดรองรับสัตว์ป่าแต่ละชนิดที่สามารถเพราะเลี้ยงขึ้นมาได้มาหรือน้อยเพียงใด

            ประเด็นที่  3  ผลิตได้หรือไม่เพียงใด (Production?)  ความหมายของการผลิตในประเด็นนี้ ก็คือความสามารถในการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่าชนิดนั้น ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอเป็นปกติ โดยจะต้องพิสูจน์ได้ว่าใครก็ตามที่สนใจที่จะเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่าชนิดนั้น ๆ โดยใช้วิธีเดียวกันนั้นก็สามารถจะประสบผลสำเร็จได้เข่นเดียวกัน สำหรับกรณีที่สัตว์ป่าบางชนิดที่เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้โดยยากแต่มีผู้เพาะเลี้ยงบางคนสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จเป็นบางครั้งบางคราวเป็นเฉพาะบางกรณี เช่นนี้ต้องถือว่ายังผลิตไม่ได้จริงเป็นแต่เพียงอยู่ในขั้นการค้นคว้าหาทางผลิตเท่านั้น นอกจากนั้นความหมายของการผลิตในประเด็นนี้ยังครอบคลุมถึงความรู้ในเชิงชีววิทยาของสัตว์ป่าและโภชนาการของสัตว์ป่า ความสามารถในการปรับตัวของสัตว์ป่าในสถานเพาะเลี้ยงตลอดจนการคุ้มทุนต่อการผลิตด้วย

            จากองค์ประกอบหลัก 3 ประเด็นคือ Rare ? , Demand ?  และ Production ? ที่ได้นำเสนอมาให้ใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าสัตว์ป่าชนิดใดควรหรือไม่ควรที่จะให้นำมาเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ข้างต้น หากนำมาจัดลำดับเงื่อนไขแห่งความสัมพันธ์ก็จะสามารถนำมาพิจารณาแนวทางปฏิบัติอันควรเป็นได้ 8 กรณี  ดังนี้ :

องค์ประกอบหลัก 3 ประเด็น

ในการพิจารณา

 

แนวทางปฏิบัติอันควรจะเป็น

 

Rare ?

Demand ?

Production ?

1

หาง่าย

มีความต้องการซื้อ

ผลิตได้

เปิดให้เพาะเลี้ยงได้ทั่วไปและให้ซื้อขายได้โดยไม่มีข้อจำกัด

2

หาง่าย

มีความต้องการซื้อ

ผลิตไม่ได้

ห้ามซื้อขาย แต่ควรเปิดโอกาสให้ผู้สนใจพยายามเพาะเลี้ยงเพื่อค้นคว้าหาทางผลิตและภาครัฐต้องช่วยค้นคว้าหาทางผลิตด้วย

3

หาง่าย

ไม่มีความต้องการซื้อ

ผลิตได้

เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเพาะเลี้ยงเพื่อพัฒนาการผลิต

4

หาง่าย

ไม่มีความต้องการซื้อ

ผลิตไม่ได้

เปิดโอกาสให้ผู้สนใจพยายามเพาะเลี้ยงเพื่อค้นคว้าหาทางผลิตและภาครัฐต้องช่วยค้นคว้าหางทางผลิตด้วย

5

หายาก

มีความต้องการซื้อ

ผลิตได้

รักษาถิ่นกำเนิดให้ดีที่สุด เปิดให้เพาะเลี้ยงและซื้อขายได้ภายใต้การควบคุมชองภาครัฐ ซึ่งต่อไปสัตว์ป่าที่หายากเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ  เพิ่มจำนวนมาขึ้นด้วยกลไกของอุปสงค์-อุปทาน

6

หายาก

มีความต้องการซื้อ

ผลิตไม่ได้

ห้ามซื้อขายเด็ดขาด รักษาถิ่นกำเนิดให้ดีที่สุด ภาครัฐและเอกชนผู้สนใจควรร่วมกันค้นคว้าหาทางผลิต ป้องกันปราบปรามและกำหนดโทษรุนแรงต่อผู้ช่วยผลิตด้วย

7

หายาก

ไม่มีความต้องการซื้อ

ผลิตได้

รักษาถิ่นกำเนิดให้ดีที่สุด ภาครัฐต้องรับภาระผลิตไว้ไม่ให้สูญพันธุ์และอาจให้เอกชนผู้สนใจช่วยผลิตด้วย

8

หายาก

ไม่มีความต้องการซื้อ

ผลิตไม่ได้

รักษาถิ่นกำเนิดให้ดีที่สุด ภาครัฐและเอกชนผู้สนใจร่วมกันค้นคว้าหาทางผลิต

            จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบหลัก 3 ประเด็นที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าสัตว์ป่าชนิดใดควรหรือไม่ควรที่จะทำให้การเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้นั้นสามารถนำมาจัดลำดับเงื่อนไขแห่งความสัมพันธ์ได้เพียง 8 กรณี ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้ในการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้ได้โดยง่ายเพราะแต่ละกรณีจะมีแนวทางปฏิบัติอันควรจะเป็น(ตามที่ระบุไว้ในตารางข้างต้น ) ที่แตกต่างกันซึ่งจะสามารถนำไปใช้ในการกำหนดแนวทางการจัดการและการอนุรักษ์ตลอดจนการวางระเบียบปฏิบัติหรือกฏหมายข้อบังคับที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมกับสถานภาพของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ในแต่ละกรณี (มิใช่เป็นไปในลักษณะเหวี่ยงแหครอบคลุมสัตว์ป่าทุกชนิดให้อยู่ภายใต้ฐานความคิดและแนวทางการจัดการอย่างเดียวกันทั้งหมดอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน) และมีเพียง 2 กรณี คือ สัตว์ป่าที่มีสถานภาพเป็นไปตามเงื่อนไชของกรณีที่  1 และกรณีที่   5  เท่านั้นที่สมควรจะให้ทำการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้

            จากทั้ง 8 กรณีดังกล่าว อาจแยกพิจารณาในรายละเอียดได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ได้แก่กรณีที่ 1, 2, 5 และ 6 เป็นกลุ่มที่มีเงื่อนไขร่วมกันในประเด็น “มีความต้องการซื้อ” (มีอุปสงค์)

            สัตว์ป่าที่มีสถานภาพอยู่ใน 4 กรณีนี้ ล้วนแต่เป็นที่ต้องการชองตลาดหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นที่ต้องการของมนุษย์ได้เพื่อจุดประสงค์ใดก็จุดประสงค์หนึ่งแต่การจะสนองความต้องการได้หรือไม่นั้นจะต้องแยกพิจารณาเพื่อการกำหนดมาตรการหรือแนวทางปฏิบัติอันควรจะเป็นอย่างรอบคอบในแต่ละกรณีดังนี้

1.      กรณีที่ 1 หาง่าย – มีความต้องการซื้อ – ผลิตได้

สัตว์ป่าในกรณีนี้ในธรรมชาติมีมากอยู่แล้วและยังสามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้ เมื่อมี

ความต้องการซื้อก็ควรจะเปิดให้มีการเพาะเลี้ยงได้โดยทั่วไป และให้ซื้อขายได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์ป่าชนิดนั้น ๆ อีกด้วยตัวอย่างของสัตว์ป่าในกรณีนี้ได้แก่ นกเขาใหญ่ นกเขาชวา เป็นต้น

2.      กรณีที่  2  หาง่าย – มีความต้องการซื้อ – ผลิตไม่ได้

เงื่อนไขของกรณีนี้คล้ายกับกรณีที่ 1 แต่แตกต่างกันที่ยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้ ดัง

นั้นแม้ว่าจะมีอยู่มากในธรรมชาติ แต่หากปล่อยให้มีการซื้อขาย แน่นอนว่าผู้ขายต้องไปจับหรือล่าเอามาจากธรรมชาติโดยตรงเพื่อนำมาป้อนตลาด นานเข้าก็คงจะค่อย ๆ ลดน้อยลงจนหมดไป ฉะนั้นแนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีนี้จึงควรห้ามไม่ให้มีการซื้อขายหรือนำไปเพื่อจุดประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการเพาะพันธุ์ ขณะเดียวกันควรเปิดโอกาสและสนับสนุนให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนผู้สนใจพยายามเพาะเลี้ยงเพื่อค้นคว้าหาทางผลิตด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของสัตว์ป่าในกรณีนี้ได้แก่นกกระจาบซึ่งเมื่อประมาณ 30 ปี ที่แล้วมีอยู่มากมาย แต่เมื่อมีความต้องการซื้อสูงโดยที่ผลิตไม่ได้ ณ วันนี้นกกระจาบจึงกลายเป็นสัตว์ป่าที่หายากไปแล้ว

3.      กรณีที่ 5  หายาก – มีความต้องการซื้อ – ผลิตได้

เงื่อนไขของกรณีนี้เกือบเหมือนกับกรณีที่ 1 แต่สัตว์ป่าในกรณีนี้มีอยู่น้อยในธรรมชาติและบาง

ชนิดก็กำลังตกอยู่ในภาวะใกล้จะสูญพันธุ์ แต่ในเมื่อสามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์หรือผลิตได้และมีตลาดรองรับ ก็ควรจะต้องสนับสนุนให้มีการผลิตและผลักดันเช้าสู่ระบบตลาด ซึ่งผลสุดท้ายสัตว์ป่าที่หายากเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วยกลไกของอุปสงค์ – อุปทาน  อย่างไรก็ตามการปฏิบัติตามแนวทางนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐให้มีการซื้อขายได้เฉพาะสัตว์ป่าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเท่านั้น ตัวอย่างของสัตว์ป่าในกรณีนี้ได้แก่ นกยูง นกหว้า ไก่จุก ไก่ฟ้าเกือบทุกชนิด กวางป่า เนื้อทราย เก้ง กระจง เสือโคร่ง เป็นต้น นอกจากนั้นการรักษาถิ่นกำเนิดและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าเหล่านี้ก็ยังคงจะต้องให้ความสำคัญอย่างละทิ้งไม่ได้เช่นกัน

4.      กรณีที่ 6 หายาก – มีความต้องการซื้อ – ผลิตไม่ได้

สัตว์ป่าในกรณีนี้เป็นสัตว์ป่าที่มีอยู่น้อยมากในธรรมชาติ เช่นเดียวกับกรณีที่  5  แม้ว่าจะมีความต้องการซื้อ (อุปสงค์) แต่ในเมื่อยังผลิตไม่ได้ ก็ย่อมจะหาสินค้ามาป้อนตลาด (สร้างอุปทาน) ไม่ได้ เว้นแต่จะไปล่าจากป่ามาขาย ฉะนั้นแนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีนี้ก็คือ ต้องห้ามไม่ให้มีการซื้อขายอย่างเด็ดขาด มีการป้องกันและปราบปรามตลอดจนการกำหนดโทษที่รุนแรงต่อผู้กระทำผิด ในขณะเดียวกันก็จะต้องรักษาถิ่นกำเนิดของสัตว์ป่าเหล่านี้ให้ดีที่สุด แต่ก็ควรเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนผู้สนใจร่วมกันค้นคว้าหาทางผลิต สัตว์ป่าในกรณีได้แก่ นกเงือกทุกชนิด หมีทุกชนิด กระรอกบางชนิด แรด กระซู่ เลียงผา ผีเสื้อสมิงเชียงดาวเป็นต้น

 

กลุ่มที่  2 ได้แก่กรณีที่ 3, 4, 7 และ 8 เป็นกลุ่มที่มีเงื่อนไขร่วมกันในประเด็น “ไม่มีความต้องการซื้อ”(ไม่อุปสงค์)

             แม้ว่าในตารางข้างต้นจะได้กล่าวถึงแนวทางปฏิบัติอันควรจะเป็นของทั้ง 4 กรณีนี้ ซึ่งได้พิจารณากำหนดขึ้นตามเหตุผลอันพึงเป็นแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากเหตุที่มาของการ “ไม่มีความต้องการซื้อ”  (ไม่มีอุปสงค์) ดังกล่าวมาจากการที่ไม่มีผู้ใดสนใจหรือต้องการที่จะนำสัตว์ป่าใน 4 กรณี เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อันใด ดังนั้นแนวทางปฏิบัติอันควรจะเป็นจึงคงต้องตกเป็นหน้าที่ของภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ โดยต้องเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ถิ่นกำเนิดซึ่งก็คือการอนุรักษ์ป่าส่วนที่เหลืออยู่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด นอกจากนั้นยังอาจจำเป็นจะต้องรับภาระและยอมใช้จ่ายงบประมาณบางส่วนในการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางชนิดที่มีสถานภาพอยู่ในกรณีที่  7  และ  8 คือสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะใกล้จะสูญพันธุ์แต่ไม่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือไม่มีตลาดรองรับนั่นเอง ซึ่งได้แก่ ปูน้ำจืดบางชนิด กบป่าบางชนิด  หนูป่าบางชนิด เป็นต้น

            ข้อสังเกตในทางปฏิบัติ

            ในทางปฏิบัติจะต้องมีการพิจารณากำหนดและเปลี่ยนแปลงชนิดของสัตว์ป่าลงในแต่ละกรณี เงื่อนไข ในแต่ละช่วงเวลาที่เหมาะสมให้ทันต่อสถานภาพการคงอยู่ของสัตว์ป่าแต่ละชนิดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นไปในรูปของการพิจารณากำหนดโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีประสบการณ์ในช่วงเวลาทุก ๆ 1 – 2 ปี  เป็นต้น

            ในการกำหนดชนิดของสัตว์ป่าลงในแต่ละกรณีเงื่อนไขนั้น อาจพิจารณากำหนดได้ไม่ยากนักสำหรับกรณีที่ 1,2,5  และ 6 (ในกลุ่มที่ 1) เพราะเป็นชนิดของสัตว์ป่าที่มีผู้สนใจหรือต้องการใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว จึงย่อมต้องรู้จักชนิดของสัตว์ป่านั้น ๆ อยู่แล้วว่าชนิดใดหายากหรือหาง่ายและชนิดใดสามารถผลิตได้หรือไม่เพียงใด แต่ในส่วนของกรณีที่ 3,4,7 และ 8 (ในกลุ่มที่ 2) เนื่องจากไม่มีผู้ใดสนใจสัตว์ป่าในกลุ่มนี้จึงทำให้ขาดข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ป่าเหล่านี้ อาจไม่ทราบแม้กระทั่งว่าปัจจุบันชนิดใดมีสถานภาพใกล้จะสูญพันธุ์แล้วหรือไม่อย่างไร และอีกหลาย ๆ ชนิดก็อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักหรือยังไม่ถูกค้นพบมาก่อนเลยก็เป็นได้ เข่น สัตว์จำพวกแมลงบางชนิด สัตว์น้ำหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำบางชนิด สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด เป็นต้น (ตัวอย่างเช่น ปูน้ำจืด 2 – 3 ชนิด ที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ในช่วงทศวรรษนี้) การขาดข้อมูลดังกล่าวในทางปฏิบัติจึงอาจจำเป็นต้องนำทั้ง 4 กรณีในกลุ่มที่  2 (ซึ่งก็คือสัตว์ป่าทุกชนิดที่อยู่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกรณีที่ 1,2,5 และ 6 ) มารวมกันไว้เป็นกรณีเดียวกัน แล้วจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติอันควรจะเป็นให้เป็นกลาง ๆ คือรักษาป่าหรือสภาพแวดล้อมเดิมซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของสัตว์ป่าอีกหลาย ๆ ชนิดที่เรายังไม่เห็นประโยชน์ในวันนี้นั้นให้ดีที่สุด และควรเปิดโอกาสให้ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าหรือพัฒนาการผลิตสัตว์ป่าในกลุ่มนี้โดยเสรี

            เมื่อวิเคราะห์แนวทางและปัญหาในการปฏิบัติมาถึงจุดนี้ จะเห็นได้ว่าจาก 8 กรณีเงื่อนไขข้างต้น ได้ถูกลดลงเหลือเพียง 5 กรณี อันจะยิ่งทำให้ง่ายต่อการพิจารณาว่าสัตว์ป่าชนิดใดควรหรือไม่ควรที่จะให้เพาะเลี้ยงในเขิงพาณิชย์ตลอดจนง่ายต่อการพิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติอันควรจะเป็นสำหรับสัตว์ป่าแต่ละชนิดด้วย

            อนึ่งเกณฑ์การพิจารณาว่าสัตว์ป่าชนิดใดควรหรือไม่ควรที่จะให้เพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ตามที่ได้เคยมีการประชุมสัมมนาเพื่อพยายามแยกแยะออกมาเป็นประเด็นต่าง ๆ มากมายนั้นล้วนเป็นประเด็นย่อยขององค์ประกอบหลัก 3 ประเด็นที่นำเสนอนี้ทั้งสิ้น แต่หากพิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์แห่งเงื่อนไขความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทั้งสามนี้แล้วเชื่อว่าจะสามารถช่วยให้เกิดความสะดวกและชัดเจนในการพิจารณา ข้อสำคัญคือจะช่วยลดระยะเวลาในการถกเถียงหาข้อยุติ ซึ่งทุก ๆ วินาทีมีผลต่ออายุขัยและวัยเจริญพันธุ์ของสัตว์ป่าทุกชนิดทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะใกล้จะสูญพันธุ์

 โดย  ฉัตรชัย  วิบูลย์รณรงค์