รู้จักเสือ

ทั่วทั้งโลกมีเสือประมาณ 37 ชนิด ซึ่งรวมทั้งแมวบ้านด้วย แต่แมวบ้านไม่จัดอยู่ในกลุ่มของเสือในธรรมชาติ (wild cats)

      สัตว์กลุ่มเสือในปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ฟีลิดี (Felidae) จำแนกเป็น 4 สกุล คือ 

  1. แพนเทอรา (Panthera)

  2. ฟีลิส (Felis

  3. นีโอฟีลิส (Neofelis

  4. อาชินดอนิกซ์ (Acinonyx

เสือสกุลแพนเทอรา เป็นเสือขนาดใหญ่ที่คำรามได้ เพราะมีเส้นเอ็นหรือสายเสียงพิเศษเสือในสกุลนี้ได้แก่ สิงโต เสือโคร่ง เสือดาว เสือจากัวร์ (Jaguar) และเสือดาวหิมะ (Snow Leopard) สำหรับเสือดาวหิมะเป็นเสือใหญ่ก็จริงแต่คำรามไม่ได้ บางคนจึงจัดเสือดาวหิมะไว้อีกสกุลหนึ่งเรียกว่า อันเชีย (Uncia) เนื่องจากเสือสกุลแพนเทอราเป็นเสือขนาดใหญ่ เหยื่อของมันจึงเป็นสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ด้วย แต่บางครั้งมันก็กินซากสัตว์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก นก หรือแม้แต่แมลง

เสือสกุล ฟีลิส ขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเสือทุกสกุล เสือสกุลนี้คำรามไม่ได้แต่ส่งเสียงขู่ได้ เช่น แมวดาว แมวป่า เสือไฟ เป็นต้น

เสือสกุลนีโอฟีลิส เป็นเสือขนาดกลางและคำรามไม่ได้ มีเพียง 1 ชนิด คือ เสือลายเมฆ

เสือสกุลอาซินโอนิกซ์ ก็มีเพียงชนิดเดียวเช่นกัน คือ เสือชีต้า (Cheetah) สัตว์บกที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก

      เสือมีกล้ามเนื้อแข็งแรง หัวค่อนข้างกลมร่างกายคล่องแคล่วปราดเปรียว สามารถย่อง วิ่งไล่ และจู่โจมเข้าหาเหยื่ออย่างรวดเร็ว ใช้เท้าหน้าจับเหยื่อ เท้าหน้า 5 นิ้ว หัวแม่เท้าเล็กและอยู่สูงกว่านิ้วอื่น ๆ

เสือในเมืองไทย

เวลาคนไทยพูดถึงเสือ ก็มักจะนึกถึงเสือโคร่ง เพราะเป็นเสือขนาดใหญ่และสวยงาม แต่ความจริงเสือที่พบในป่าเมืองไทยมีทั้งหมดมี 9 ชนิด 

ส่วนสิงโต ไม่มีอยู่ในธรรมชาติในเมืองไทย  ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของสิงโตนั้นอยู่แถบแอฟริกา

ปัจจุบันนี้เสือใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะอาหารในธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง จากการที่ป่าถูกทำลายลงเรื่อย ๆ โดยทั่วไป เสือโคร่งหนึ่งตัวใช้พื้นที่หากินซึ่งเป็นที่ราบประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันในบ้านเราคงเหลือผืนป่าขนาดนี้อยู่ไม่กี่แห่งที่เสือจะอาศัยหากินได้

เสือเป็นสัตว์ที่หากินตัวเดียว ไม่ได้อยู่เป็นคู่นอกจากฤดูผสมพันธุ์ นักวิจัยจากศูนย์เพาะเลี้ยงเคยเฝ้าดูเสือในฤดูผสมพันธุ์ พบว่าเสือตัวผู้จะขึ้นคร่อมตัวเมียวันละประมาณ 100 ครั้ง หรือทุกๆ15 นาที เสือตัวผู้จะมีน้ำเชื้อมากเพราะเสือกินเนื้อเป็นอาหาร จึงสามารถผลิตน้ำเชื้อที่มีส่วนประกอบเป็นโปรตีนได้เพียงพอ

ศัตรูของเสือ 

                เสือมีอาวุธร้ายสำหรับต่อสู้กับศัตรู ซึ่งนอกจากการใช้เขี้ยวคมกัดแล้ว เสือยังใช้สองขาหน้าตบศัตรูได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงสร้างความเจ็บปวดแก่ศัตรูด้วยกรงเล็บแหลมคม             

  

เสือมีศัตรูในธรรมชาติ เช่น เสือด้วยกันเอง หมี เป็นต้น สัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่กลัวเสือคือ 
หมูป่าโทน ซึ่งเป็นหมูป่าขนาดใหญ่โทน มีเขี้ยวโง้ง หมูป่าโทนไม่กลัวเสือและเสือก็หาโอกาสล่าหมูป่าโทน
เป็นเหยื่อได้ยาก เพราะหมูป่าโทนดุร้าย มีเขี้ยวน่ากลัวเป็นอาวุธและว่องไวพอ ๆ กับเสือ เมื่อหมูป่าโทน
ถูกเสือล่า มันจะไม่หนี แต่จะเข้าต่อสู้กับเสือ หมูป่าโทนขนาดใหญ่ ๆ แม้เสือโคร่งก็ล่ามันลงยาก
 

นอกจากหมูป่าโทนแล้ว สุนัขป่าก็ไม่หนีและกลับต่อสู้กับเสือเช่นกัน จนเสือไม่อยากตอแยด้วย
 ถ้าป่าใดมีสุนัขป่าอยู่ เสือจะไปหากินในแหล่งอื่น เรื่องนี้อาจเป็นความจริง เนื่องจากสุนัขป่าหากินเป็นฝูง 
การที่เสือตัวเดียวจะเล่นงานสัตว์กินเนื้อฝูงหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และตามธรรมชาติสัตว์ป่าก็ไม่อยาก
ต่อสู้กันอยู่แล้ว โดยเฉพาะสัตว์ผู้ล่าด้วยกันเอง
 

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเสือกับช้างเป็นศัตรูกัน เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงนัก โดยปกติ 
เสือกับช้างต่างตัวต่างอยู่ ไม่อยากเผชิญหน้ากันมากกว่า เสือไม่อยากสู้กับช้าง เนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตและหนังที่หนา แต่ก็มีรายงานว่าเสือโคร่งสู้กับช้างได้เช่นกัน ส่วนใหญ่เสือชอบเล่นงานลูกช้างมากกว่า
 บางครั้งเสือก็ถูกแม่ช้างฆ่าเพื่อป้องกันลูกของมัน
 
               นอกจากนี้ เสืออาจตายเพราะต่อสู้เพื่อแย่งชิงตัวเมีย แต่พบได้น้อยครั้ง สาเหตุที่เสือตาย
ตามธรรมชาติมากที่สุดคือ พยาธิและโรคติดเชื้อจากบาดแผล เชื้อโรคตัวเล็กซึ่งมองไม่เห็นจึงเป็นศัตรูในธรรมชาติที่ฆ่าเสือจ้าวป่าลงได้
 

อย่างไรก็ตาม ศัตรูหมายเลขหนึ่งของเสือก็คือมนุษย์นี่เอง
ในอดีตมนุษย์ล่าเสือเป็นเกมกีฬาและสร้างความภูมิใจที่สามารถพิชิตสัตว์ซึ่งทรงพลังอำนาจประดุจจ้าวป่า 
แต่ปัจจุบัน มนุษย์ล่าเสือเพื่อเอาหนัง กระดูก และอวัยวะของเสือมาขาย นอกจากนี้ยังล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือและทำลายป่าธรรมชาติอันเป็นถิ่นอาศัยของเสือด้วย
การกระทำเหล่านี้ของมนุษย์ล้วนคุกคามต่อชีวิตและอนาคตของเสือเป็นอย่างยิ่ง

สกุลแพนเทอรา


 

สกุล นีโอฟีลิส

 

สกุล ฟิลิส

 

 

สกุลอาซินโอนิกซ์

 

  

Best view with Microsoft Internet Explorer
Suggestion by E-mail : panthera66@hotmail.com
Copyright © 1999 by Navaphol. All rights reserved.
    Revised: 08 Apr 2005 .