การทำเครื่องหมายระบุสัตว์ป่าผนวกกับเงื่อนไขเวลา เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 

            การทำเครื่องหมายระบุสัตว์ป่า เป็นพัฒนาการมาจากการทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์เพื่อประโยชน์ในทางปศุสัตว์ทั้งสิ้น  อันได้แก่ เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของในสัตว์ตัวนั้น ๆ เพื่อกำกับควบคุมสายพันธุ์ เพื่อป้องกันการลักขโมยตัวสัตว์ เพื่อเป็นเครื่องหมายในการนับจำนวนหรือเก็บข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ ในสัตว์ชนิดนั้น ๆ เป็นต้น

วิธีการในการทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ :

  1. การตีเบอร์ด้วยความร้อนจัด เย็นจัด หรือโดยใช้สารเคมี ให้เป็นรอยด่างบนผิวหนังสัตว์

  2. การสักสีลงบนผิวหนังสัตว์ เช่น บนกระดองเต่า เป็นต้น

  3. การติดเบอร์ที่ทำจากแผ่นโลหะหรือพลาสติก ลงบนอวัยวะที่เป็นแผ่นของตัวสัตว์ เช่น ที่ใบหูของกวาง ที่ปีกของนก ที่เกล็ดหางจองจระเข้ เป็นต้น

  4. การใส่ห่วงคอหรือปลอกคอ

  5. การใส่กำไลขาแบบกำไลหนีบ หรือแบบกำไลสวม สำหรับนกหรือไก่ต่าง ๆ

  6. การตัดเกล็ดท้องสำหรับงู หรือตัดเกล็ดหางสำหรับจระเข้ขนาดเล็ก ๆ

  7. การฝังหมายเลขอิเล็กทรอนิกส์ หรือ  Microchip

  8. การใช้ตำหนิหรือรูปพรรณ เช่น การใช้ภาพถ่าย หรือการประทับรอยมือรอยเท้า ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้กับสัตว์เลี้ยงเพียงไม่กี่ชนิด 

ประโยชน์ของการทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่านั้น ที่สำคัญมี 2 ประการ คือ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมมิให้มีการนำสัตว์ป่าออกมาจากป่ามาสวมรอยปะปนกับสัตว์ป่าในกระบวนการเพาะเลี้ยงประการหนึ่ง และเพื่อประโยชน์ในการควบคุมข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับจำนวนและสถานภาพของสัตว์ป่าแต่ละชนิดที่ถูกนำมาเพาะเลี้ยงอีกประการหนึ่ง ส่วนประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นประโยชน์ในเชิงปศุสัตว์เสียมากกว่าในเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่า

            ในการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่านั้น สัตว์ป่าชุดแรกสุดที่นำมาใช้เป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์นั้นแน่นอนว่าจะต้องมาจากป่าโดยตรง ดังนั้นขั้นตอนแรกที่จะต้องหาวิธีการควบคุมก็คือจะควบคุมอย่างไรให้นำเพียงสัตว์ป่าที่เลี้ยงหรือมีอยู่เดิมเท่านั่นมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์โดยไม่ให้มีการไปจับสัตว์ป่าตัวใหม่ออกมาจากป่าเพื่อไข้เป็นพ่อแม่พันธุ์อีกโดยไม่จำเป็น และต่อมาเมื่อสัตว์ป่าเหล่านั้นผสมพันธุ์ได้ลูกออกมาก็จะต้องหาวิธีการควบคุมในขั้นตอนที่สองว่าจะควบคุมอย่างไรไม่ให้มีการจับสัตว์ป่าออกมาจากป่ามาสวมรอยปะปนว่าเป็นสัตว์ป่าที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงด้วย

            จากความจำเป็นในการที่จะต้องหาวิธีการในการควบคุมทั้งสองขั้นตอนข้างต้นสามารถนำมากำหนดหลักการและวิธีการในการควบคุม โดยใช้การทำเครื่องหมายระบุสัตว์ป่าผนวกกับเงื่อนไขเวลา ตามรายละเอียด ดังนี้ :

1.      กำหนดช่วงระยะเวลาในการควบคุมสัตว์ป่าในกระบวนการเพาะเลี้ยงออกเป็น 2 ช่วงเวลา ดังนี้ :

1.1  ช่วงเวลาแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าที่เลี้ยงอยู่เดิม หมายถึง ช่วงเวลาตั้งแต่ที่กฎหมายมีผลบังคับไข้ประชาชนต้องแจ้งการครอบครองในสัตว์ป่าที่เลี้ยงหรือมีอยู่เดิมครอบคลุมระยะเวลาไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของภาครัฐจนถึงการทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าแต่ละตัวจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมด โดยต้องกำหนดระยะเวลาไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป แต่ไม่ควรเกินกว่า 1  รอบฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ป่าทั่ว ๆ ไป คือโดยเฉลี่ย 1 ปี เป็นต้น (หากเป็นไปได้ควรยกเลิกการแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าตามกฎกระทรวงฉบับที่ 1 .. 2537 ออกตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.. 2535 เสียทั้งหมด แล้วเริ่มดำเนินการใหม่ เพราะนับแต่ประชาชนได้แจ้งการครอบครองจนถึงปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของภาครัฐก็ยังมิได้ตรวจสอบหรือดำเนินการใด ๆ ตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเวลาที่ผ่านไปนี้ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งการเกิดและตายในสัตว์ป่าที่แจ้งไว้แต่ละชนิดจนไม่สามารถจะใช้ข้อมูลที่แจ้งไว้นั้นมาตรวจสอบหรือดำเนินการใด ๆ ได้อีกแล้ว)

1.2  ช่วงเวลาหลังจากกระบวนการแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าที่เลี้ยงอยู่เดิมเสร็จสิ้นแล้ว หมายถึงช่วงเวลาหลังจากช่วงเวลาในข้อ 1.1

1.1  ช่วงเวลาแจ้งการครอบครอง  1.2  ช่วงเวลาหลังจากกระบวนการแจ้งการครอบครอง
   สัตว์ป่าที่เลี้ยงอยู่เดิม           สัตว์ป่าที่เลี้ยงอยู่เดิมเสร็จสิ้นแล้ว

 2.      การทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าในช่วงเวลาตามข้อ 1.1 และ 1.2 ควรต้องเป็นคนละวิธีกัน

หรือวิธีเดียวกันแต่ให้มีรายละเอียดในการสังเกตที่แตกต่างกันสำหรับสัตว์ป่าชนิดเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถแยกสัตว์ป่าพ่อแม่พันธุ์ชุดแรกที่มาจากป่าโดยตรงและสัตว์ป่าที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงได้อย่างเด่นชัด  ดังนี้ :

2.1  ในช่วงเวลาเริ่มต้น (ตามข้อ 1.1) ต้องถือสมมุติฐานว่าสัตว์ป่าที่เลี้ยงหรือมีอยู่เดิมทั้งหมดนั้นเป็นสัตว์ป่าที่ได้มาจากป่าโดยตรง แล้วจึงทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าด้วยวิธีการอย่างหนึ่ง เช่น ใช้วิธีใส่กำไลหนีบสำหรับไก่ฟ้าต่าง ๆ ที่โตเต็มที่แล้ว หรือใช้วิธีติดเบอร์หรือวิธีใช้ตำหนิสำหรับจระเข้ขนาดใหญ่ เป็นต้น

2.2  ในช่วงเวลาหลังจากนั้น (ตามข้อ 1.2 ) หากมีสัตว์ป่าชนิดเดียวกันนั้นขึ้นมาอีกในสถานเพาะเลี้ยงแห่งนั้น ก็แสดงว่าจะต้องเป็นลูกที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการเพาะเลี้ยงหรือ เป็นสัตว์ป่าตัวใหม่ที่เพิ่งถูกล่าออกมาจากป่า ฉะนั้น การทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าตามข้อ 2.2 นี้ จึงควรเป็นวิธีการที่สามารถทำได้เฉพาะเมื่อสัตว์ป่านั้นยังมีขนาดเล็กและเป็นคนละวิธีกับข้อ 2.1 เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้มีการจับสัตว์ป่าตัวใหม่ออกมาจากป่า ซึ่งมักจะมีขนาดใหญ่มาสวมรอยทำเครื่องหมายแบบเดียวกันนั้นได้ เช่น ใช้วิธีใส่กำไลสวมสำหรับลูกไก่ฟ้าต่าง ๆ หรือใช้วิธีตัดเกล็ดหางสำหรับลูกจระเข้ขนาดเล็ก ๆ เป็นต้น

3.      หลังจากการทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าตามข้อ 2.1  และ 2.2 แล้ว หากปรากฏว่ามีสัตว์ป่าตัวใดในสถานเพาะเลี้ยงของเอกชนที่ไม่มีเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าต้องถือว่าสัตว์ป่าตัวนั้นได้ถูกครอบครองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งจะต้องกำหนดบทลงโทษไว้ด้วย 

กระบวนการข้างต้น เป็นเพียงหลักการในการทำเครื่องหมายระบุตัวสัตว์ป่าผนวกกับเงื่อนไขเวลาเพื่อประโยชน์ในการควบคุมการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าไม้ให้มีการนำสัตว์ป่าตัวใหม่ ๆ ออกมาจากป่ามาสวมรอยปะปนกับสัตว์ป่าในกระบวนการเพาะเลี้ยง ส่วนรายละเอียดและวิธีการที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ป่าแต่ละชนิดในแต่ละช่วงเวลานั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสามารถจะศึกษาและพิจารณาเลือกนำมาไข้ได้ตามแต่ความเหมาะสมของแต่ละกรณี

 

โดย ฉัตรชัย  วิบูลย์รณรงค์