เสือคำราม

                เสียงคำรามจะดังก้องกังวาน สร้างความหวาดกลัวน่าขนลุก  ผู้เคยเข้าป่ามักเล่าว่าเมื่อได้ยินเสียงเสือคำราม จะรู้สึกหนาวยะเยือกจับขั้วหัวใจและเย็นเยียบถึงไขสันหลังเลยทีเดียว เชื่อกันว่าเสียงเสือคำรามจะสะกดสัตว์ป่าอื่นๆให้หยุดนิ่ง แม้แต่นกและแมลงก็หยุดส่งเสียง

                เสียงเสือคำรามเป็นลักษณะตัวซึ่งสัตว์อื่นทำไม่ได้ แต่ใช่ว่าเสือทุกชนิดจะคำรามได้ มีเสือขนาดใหญ่เพียง 4 ชนิดเท่านั้นที่คำรามได้คือ สิงโต เสือโคร่ง เสือจากัวร์ และเสือดาว ทั้งนี้เพราะมีโครงสร้างกระดูกบริเวณกล่องเสียง กล่องเสียงซึ่งเรียกว่า กลุ่มกระดูกลิ้น ( hyoid) แตกต่างจากเสือชนิดอื่น

                เสือทั้ง 4 ชนิดนี้อยู่ในสกุลแพนเทอรา ( panthera )  มีเลือดเสือดาวหิมะเป็นเสือเพียงชนิดเดียวในสกุลแพนเทอราที่คำรามไม่ได้ เสือขนาดกลางและเสือขนาดเล็ก รวมทั้งแมวบ้านคำรามไม่ได้

                ถ้าย้อนดูวิวัฒนาของกลุ่มกระดูกลิ้นแล้วจะพบว่ามันเคยเป็นส่วนหนึ่ของกระดูกเหงือกในสัตว์คล้ายปลายยุคดึกดำบรรพ์ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนามาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนหนึ่งของกระดูกเหงือกนี้จึงเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะดั้งเดิมอย่างากและกลายมาเป็นกลุมกระดูกลิ้นของสัตว์เลี้งลูกด้วยนมในปัจจุบัน สำหับกลุ่มกระดูกลิ้นของเสือ ประกอบด้วยหลายชิ้น ต่อกันเป็นสายคล้องคล้ายรูปตัว H  ทำหน้าที่เชื่อมหลอดลมและกล่องเสียงไว้ด้วยกล้ามเนื้อรวมทั้งมีหน้าที่ช่วยเหลือการทำงานของลิ้นและกล้ามเนื้อลิ้นด้วย

                โดยทั่วไปกลุ่มกระดูกลิ้นของเสือทีคำรามไม่ได้ ประกอบด้วยสายกระดูกขนานกัน 2 สาย แต่ละสายมีกระดูก 5 ชิ้นเรียงต่อกัน คือ  ทิมพาโนฮายอัล ( tympanohyal )  สตายโลฮายอัล( stylohyal ) อิพิฮายอัล ( epihyal ) ซีราโตฮายอัล ( ceratohyal ) และทาโรฮายอัล (throhyal )  สายกระดูกทั้งสองเชื่อมต่อกันตรงบริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกซีราโตฮายอัลกับกระดูกทายโรฮายอัลโดยกระดูกชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า แกนกระดูกฮายออย (body of hyoid )

                สำหรับเสือขนาดใหญ่ที่คำรามได้ เช่น สิงโต กลุ่มกระดูกลิ้นจะคล้ายกับของเสือที่คำรามไม่ได้เพียงแต่มีเส้นเอ็นยาวๆเข้าแทนที่กระดูกอิพิฮายอัล  ขณะที่กระดูกชิ้นต่อมาคือ  ซีราโตฮายอัลทายโรฮายอัล  และแกนกระดูกฮายออยมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับกระดูกทิมพาโนฮายอัล และสตายโลฮายอัล  ทั้งนี้เพื่อช่วยค้ำจุนกล่องเสียงที่ใหญ่มาก

                ในปี พ..2377  Richard Owen  รายงานว่า สิงโตมีเส้นเอ็นยาวถึง 6 นิ้ว และยืดออกได้ถึง 8 หรือ 9 นิ้ว ส่วนกล่องเสียงอยู่ลึกลงไปในลำคอมากขึ้น  เพดานบนและลิ้นก็ยาวขึ้นเพื่อให้ช่องหายใจหายยาวและใหญ่ขึ้น  โครงสร้างเหล่านี้ทำให้สิ่งโตสามารถเปล่งเสียงหรือคำรามดังกังวานสำหรับเสือที่คำรามได้ชนิดอื่น ได้แก่ เสือโคร่ง เสือดาว และเสือจากัวร์ ก็พบเส้นเอ็นพิเศษทำหน้าที่เหมือนสายเสียงนี้เช่นกัน

                สำหรับเสือจากัวร์มีกลุ่มกระดูกลิ้นต่างจากเสือคำรามได้ชนิดอื่นเล็กน้อย กล่าวคือ ยังคงมีกระดูกอิพิฮายอัล และมีเส้นเอ็นสายเสียงอยู่ระหว่างกระดูกอิพิฮายอัล กระดูกซีราโตฮายอัลด้วย  นักวิทยาศาสตร์บางคนจึงให้ความเห็นว่าเสือจากัวร์คงมีวิวัฒนาการต่ำสุดในกลุ่มเสือคำรามได้ทั้ง 4 ชนิด เพราะเส้นเอ็นสายเสียงยังไม่ได้แทนที่กระดูกอิพิฮายอัลจนหมด  สิงโต เสือโคร่งและเสือดาวบางตัวก็มีปุ่มกระดูกตรงปลายเส้นเอ็นซึ่งเข้าใจว่าคือกระดูกอิพิฮายอัลที่ยังเหลืออยู่เช่นกัน

                นอกจากนี่ยังพบว่าสิงโตตัวหนึ่งมีกระดูกสตายโลฮายอัลข้างหนึ่งเป็นกระดูกชิ้นเดียวในลักษณะปกติเหมือนกับของสิงโต เสือโคร่ง และเสือดาวทั่วไป แต่กระดูกสตายโลฮายอัลอีกข้างกลับเห็นได้ชัดว่าเกิดจากกระดูก 2 ชิ้นเชื่อมเข้าด้วยกัน โดยกระดูกชิ้นที่ต่อกับเส้นเอ็นเล็กกว่าชิ้นที่อยู่ใกล้กับหู ตำแหน่งเดิมของกระดูกอิพิฮายอัลนั่นเอง

                การตรวจพบกระดูกอิพิฮายอัลในเสือที่คำรามได้แสดงถึงความแตกต่างระหว่างเสือจากัวร์กับเสือชนิดอื่น  หรือแม้แต่กระทั่งความแตกต่างของกระดูกภายในเสือตัวเดียวกันเองก็ตาม  จึงเป็นหลักฐานชัดเจนของวิวัฒนาการของเส้นเอ็นสายเสียงซึ่งเข้ามาแทนที่กระดูกอิพิฮายอัล และทำให้เสือบขนาดใหญ่ทั้ง 4 ชนิดคำรามได้

                สำหรับแมวบ้านหรือเสือขนาดเล็กชนิดอื่นๆแม้ว่าจะคำรามไม่ได้ แต่มันส่งเสียงขู่ (purr) ได้ และเคยมีความเข้าใจ ว่าเสือขนดใหญ่ที่คำรามได้ทั้ง 4 ชนิดไม่สามารถส่งเสียงขู่เช่นนี้  แต่ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

                George B.Schaller   ได้รายงานการส่งเสียงขู่สิงโต เสือโคร่ง และเสือดาว รวมทั้งเสือชีต้าด้วย โดยทั่วไปแมวบ้านทำเสียงขู่ได้ทั้งขณะหายใจเข้าและออก และมักทำบ่อยๆ แต่เสียงขู่ของสิงโตเกิดขึ้นระหว่างการหายใจออกเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำเป็นปกติ  และยังพบว่าเสือดาวหิมะส่งเสียงขู่ได้เหมือนแมวบ้าน แต่มันก็เป็นเสือใหญ่ที่คำรามไม่ได้ นอกจากนี้มีรายงานว่า เสือโคร่ง เสือดาว และเสือจากัวร์อายุน้อย ๆ ซึ่งถูกเลี้ยงไว้จนเชื่อง จะส่งเสียงขู่ตอบสนองเมื่อมีคนลูบคลำ  รวมทั้งสัตว์ในกลุ่มชะมด 5 ชนิด ลูกอ่อนของไฮอีนาลายจุด(spott hyenas) ก็มีรายงานว่าส่งเสียงขู่ได้เช่นกัน

Gustave Peter ตั้งข้อสงสัยว่า เสียงที่เราคิดกันว่าเป็นเสียงขู่ของเสือขนาดใหญ่นี้ เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับแมวบ้านหรือไม่ เขาได้ศึกษาเสือขนาดใหญ่ 7 ชนิด ได้แก่ สิงโต เสือโคร่ง เสือดาว เสือหิมะ เสือจากัวร์ สิงโตภูเขา ( Puma ) และเสือลายเมฆ และพบว่ามีเพียงสิงโตภูเขาเท่านั้นที่ทำเสียงขู่ได้เหมือนแมวบ้าน  ส่วนเสือดาวหิมะและเมือลายเมฆก็มีความจำเป็นไปได้ว่าจะส่งเสียงขู่ได้เช่นกัน

                อย่างไรก็ตาม  จนถึงขณะนี้ยังไม่มีบทสรุปแน่ชัดว่าเสือขนาดใหญ่ชนิดใดส่งเสียงขู่ได้ ยิ่งกว่านั้น โครงสร้างและกลไกของการเกิดเสียงขู่เป็นอย่างไร ก็ยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

 

เสือสั่งป่า

            เสือเป็นสัตว์หวงถิ่น  พรานสมัยก่อนเชื่อว่าเสือใหญ่เมื่อย้ายที่อยู่ที่ชั่วคราว  จะแผดสิงหนาทคำรนร้องและคำรามก้องป่าเป็นเวลานาน  การกระทำเช่นนี้เป็นการกันมิให้สัตว์อื่นหรือเสือด้วยกัน เข้าไปอาศัยป่าหรือถ้ำเดิมของมันพรานไพรจึงเรียกเสียงคำรามของเสือนี้ว่า เสือสั่งป่า หรือเสือสั่งถ้ำ

                เสือมักอาศัยอยู่โดดเดี่ยว  ออกหากินเฉพาะในอาณาเขตหรือถิ่นของมันและจะคุมเขตแดนของตนไว้ หากมีการล้ำแดนก็อาจเกิดการเผชิญหนน้ากันถึงขั้นต่อสู้ เว้นแต่ว่าจ้าวถิ่นจะจะมีขนาดเล็กกว่าคนโบราณจึงกล่าวเป็นติว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ แต่โดยปกติแล้ว เสือจะพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้หรือเผชิญหน้า โดยมีวิธีการการสื่อสารให้เสือตัวอื่นรู้ว่าได้ล้ำแดนเข้ามาแล้ว เช่น ทิ้งรอยขูดหรือรอยข่วนตามต้นไม้หรือทางเดินในอาณาเขตของเสือแต่ละตัวบางครั้งเสือจะปัสสาวะรดรอยไว้ด้วย  เมื่อเสือตัวอื่นเห็นรอยและได้กลิ่นที่เสือเจ้าถิ่นทำไว้  มันจะรู้ว่าเป็นรอยเก่าหรือใหม่  ถ้ายังใหม่อยู่ มันจะหลีกไปใช้พื้นที่อื่น การเผชิญหน้ากันจึงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก